เด็กและเยาวชนผู้ถูกรังแกนั้นต้องการคำมั่นสัญญาที่จะช่วยเหลืออย่างชัดเจนจากผู้ใหญ่ ถึงแม้ว่าเราจะต้องการให้เด็กแข็งแกร่งและบึกบึนพอที่จะต่อสู้ผู้กระทำการรังแกด้วยตัวเองก็ตาม เราควรจะตระหนักว่าเด็กหลายๆ คนยังไม่พร้อมที่จะทำเช่นนั้นได้

ผู้ใหญ่จึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยนักเรียนผู้ถูกรังแกและสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นปลอดภัยในโรงเรียนและชุมชน

วิธีแทรกแซงเพื่อระงับการรังแกกัน: แนวทางการปฏิบัติ ณ จุดเกิดเหตุที่โรงเรียน
ในฐานะที่เป็นผู้ใหญ่ เราอาจรู้สึกไม่แน่ใจว่าจะรับมืออย่างไรเมื่อพบเห็นการรังแกกันซึ่งๆ หน้า หรือเราอาจจะตอบโต้ในลักษณะที่ไม่เป็นประโยชน์อย่างเต็มที่ในการใช้โอกาสแบบนี้เพื่ออบรมสั่งสอนเด็กว่าอะไรควรและอะไรไม่ควรกระทำ อาจกลายเป็นการส่งเสริมโดยไม่ได้เจตนาให้รังแกกันมากขึ้น แทนที่จะบรรเทาเบาบางลง ต่อไปนี้คือข้อแนะนำเพื่อช่วยให้เราตอบโต้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่ออยู่ในเหตุการณ์ และได้ใช้ “โอกาสเพื่อการสอน” นักเรียนทุกคนที่โรงเรียน

1. เมื่อเห็นหรือทราบว่าการรังแกเกิดขึ้น

• หยุดการรังแกนั้นทันที
เขาไปยืนแทรกระหว่างเด็กผู้รังแกและผู้ถูกรังแก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พยายามขวางกั้นไม่ให้เขาสบตากันได้ ไม่ต้องไล่ใครให้ออกไปจากตรงนั้น โดยเฉพาะผู้เห็นเหตุการณ์ อย่าเพิ่งถามถึงหรือพูดคุยเกี่ยวกับเหตุผลของการรังแกหรือพยายามสอบสวนข้อเท็จจริงว่าเกิดอะไรขึ้นในขณะนั้น


• อ้างถึงพฤติกรรมการรังแกกันและกฎระเบียบของโรงเรียนที่เกี่ยวข้องกับการรังแกกัน
ใช้น้ำเสียงที่มั่นคงเพื่อบอกเพียงข้อเท็จจริง คือพฤติกรรมที่ท่านได้พบเห็นในขณะนั้น บอกให้นักเรียนทราบว่าการรังแกกันนั้นยอมรับไม่ได้และผิดต่อกฎระเบียบของโรงเรียน (เช่น “การล้อเลียนเพื่อนถือเป็นการรังแกกันและผิดต่อกฎระเบียบของโรงเรียน” หรือ “นี่เป็นการรังแกกัน ครูจะไม่อนุญาตให้นักเรียนกลั่นแกล้งหรือทำร้ายกันแบบนี้”)

  • ช่วยเหลือเด็กที่ถูกรังแกในทางที่สามารถทำให้เขาตั้งสติเพื่อควบคุมตัวเองได้ เป็นการ “รักษาหน้า”ของเขา ไม่ทำให้อับอาย และรู้สึกว่าได้รับการช่วยเหลือและจะปลอดภัยจากการถูกทำร้ายหรือแก้แค้นภายหลังอีก

นัดพบกับเด็กเป็นการส่วนตัวภายหลังหากสังเกตว่าเขาไม่สบายใจ แต่อย่าถามว่าเกิดอะไรขึ้นขณะอยู่ในที่เกิดเหตุเพราะการถูกซักถามต่อหน้าคนอื่นนั้นอาจทำให้อึดอัดได้ แจ้งครูของเขาให้ทราบถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเพื่อที่จะดูแลช่วยเหลือนักเรียนต่อไป ควรดูแลสอดส่องให้มากยิ่งขึ้นเพื่อให้แน่ใจว่าเขาจะไม่ถูกรังแกซ้ำ หรือถูกกระทำรุนแรงกว่าเดิมอีก

• ถือโอกาสนั้นพูดกับเด็กที่เห็นเหตุการณ์ เพื่อแนะนำวิธีที่พวกเขาอาจช่วยขัดขวางอย่างเหมาะสมหรือขอความช่วยเหลือให้ในครั้งต่อไป
อย่ากดดันหรือคาดคั้นให้เด็กคนอื่นๆ ที่อยู่ในเหตุการณ์อธิบายต่อหน้าทุกคนว่าพวกเขาได้เห็นอะไรบ้าง ให้ใช้น้ำเสียงที่อ่อนโยนเพื่อบอกนักเรียนว่าท่านได้เห็นแล้วว่าพวกเขาช่วยระงับเหตุ หรือบอกว่าท่านพอใจที่พวกเขาพยายามช่วยแล้วถึงแม้ว่าจะไม่สำเร็จก็ตาม แต่หากพวกเขาได้เมินเฉยหรือโต้ตอบแบบรุนแรงควรส่งเสริมให้มีส่วนร่วมในทางบวกมากยิ่งขึ้นครั้งต่อไป (เช่น “ตะกี้เธออาจไม่แน่ใจว่าควรทำอย่างไรดี คราวหน้าควรบอกให้เขาหยุดหรือวิ่งไปบอกผู้ใหญ่ให้ช่วยหากเธอคิดว่าไม่สามารถช่วยเพื่อนได้”)

• ถ้าเห็นสมควรท่านอาจลงโทษนักเรียนที่รังแกทันที อย่าบอกให้นักเรียนขอโทษหรือคืนดีกันในขณะเหตุการณ์กำลังรุนแรง (ทุกคนควรมีเวลาเพื่อสงบสติอารมณ์) บทลงโทษควรสมเหตุสมผลและเกี่ยวข้องกับความผิด ลำดับแรกท่านอาจงดโอกาสทางสังคม (เช่น ให้ทำงานในห้องเรียนในช่วงพัก ไม่ให้นั่งทานข้าวในโรงอาหารร่วมกับเพื่อนๆ – คือให้นั่งทานคนเดียวในห้องแยก) แจ้งให้นักเรียนผู้รังแกทราบว่าท่านกำลังจับตาดูพวกเขาอยู่อย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก แจ้งครูท่านอื่นๆ ให้ทราบโดยทั่วถึงเพื่อให้ช่วยกันดู

• อย่าบังคับให้นักเรียนทั้งสองฝ่ายนัดคุยกันเพื่อ “เคลียร์ปัญหา”
การรังแกกันคือการกลั่นแกล้งแสดงอำนาจ กดขี่ข่มเหงคนที่ไม่มีทางสู้ ไม่ใช่การขัดแย้งกัน ดังนั้นทางออกแบบนี้จึงไม่ได้ผล การพยายาม “เคลียร์ปัญหา” อาจทำให้เด็กที่ถูกรังแกบอบช้ำทางจิตใจซ้ำอีกและโดยรวมจะไม่ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายดีขึ้น สิ่งที่ควรทำคือส่งเสริมให้นักเรียนที่รังแกแสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง (ติดตามผลโดยผู้ใหญ่ภายหลัง เช่น ชดใช้สิ่งของที่เสียหาย คืนเงินที่รีดไถไปจากเพื่อน ฯลฯ) ซึ่งจะมีความหมายสำหรับเด็กถูกรังแก


2.  การติดตามช่วยเหลือเป็นรายบุคคล


ถึงแม้ว่าท่านอาจจะได้ใช้ “โอกาสเพื่อการสอน” ณ จุดเกิดเหตุเป็นอย่างดีแล้ว ท่านก็ยังต้องติดตามช่วยเหลือนักเรียนอย่างต่อเนื่องอีก การติดตามช่วยเหลือเช่นนี้เป็นสิ่งที่ใช้เวลามากและอาจไม่เหมาะสมกับทุกๆ กรณีของการรังแกกัน นอกเหนือจากนี้บุคลลากรที่ติดตามยังควรต้องได้รับการฝึกอบรมในเรื่องนี้ รวมถึงยังต้องมีเวลาเพียงพอที่จะสืบสวนปัญหาและทำการลงโทษที่เหมาะสมหรือให้ความช่วยเหลือด้านการบำบัดรักษาได้อีกด้วย สิ่งที่ครูและบุคลากรของโรงเรียนอาจทำได้มีหลายอย่างดังต่อไปนี้

• ติดตามในระดับที่เหมาะสมกับนักเรียนที่ถูกรังแกและนักเรียนที่เป็นผู้รังแก ตกลงกันว่าเหตุการณ์การรังแกกันแบบไหน และระดับความรุนแรงเท่าไหร่จึงควรติดตาม กำหนดว่าใครเหมาะสมที่จะติดตามดูแลในแต่ละสถานการณ์• แจ้งผู้ปกครองของนักเรียนที่เกี่ยวข้องตามความเหมาะสม• นักเรียนที่ถูกรังแกจำเป็นต้องเรียบเรียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ระบายความรู้สึกและได้รับกำลังใจ บางคนอาจต้องการคำแนะนำเกี่ยวกับการปฏิบัติตัวที่เหมาะสมในกลุ่ม การให้ความรู้ เช่น ให้อ่านแผ่นพับความรู้สำหรับนักเรียนเกี่ยวกับการป้องกันการรังแกกัน ฝึกซ้อมพฤติกรรมกล้าแสดงออกในการรักษาสิทธิของตน เสริมความมั่นใจในตัวเอง หรือหาเพื่อนหรือเพื่อนร่วมชั้นเรียนที่สามารถช่วยเหลือเขาได้• นักเรียนผู้กระทำการรังแกอาจต้องการความช่วยเหลือเพื่อให้แสดงความรับผิดชอบต่อพฤติกรรมของตนเอง พัฒนาความสามารถในการเข้าใจความรู้สึกหรือมุมมองของผู้อื่น หาวิธีที่จะชดใช้ความผิดหรือความเสียหายที่เกิดขึ้น ช่วยให้เขารู้จักใช้อำนาจในทางที่เหมาะสมในสังคม (เช่น การทุ่มเทพลังงานหรือความสามารถให้กับสิ่งที่เขาเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ)• เมื่อสงสัยว่ามีการรังแกกันเกิดขึ้น ให้หาข้อมูลเพิ่มเติมโดยการพูดคุยกับผู้เห็นเหตุการณ์เป็นการส่วนตัว เพิ่มการสังเกตการณ์และการดูแลสอดส่อง ให้รางวัล (เช่น การยกย่องชมเชย) แก่ผู้เห็นเหตุการณ์ที่กระตือรือร้นเพื่อเพิ่มบทบาทการมีส่วนร่วมในการระงับเหตุ ผู้เห็นเหตุการณ์ต้องมีโอกาสพูดคุยฝึกซ้อมนอกเหนือจากเวลาที่เกิดเหตุการณ์เพื่อที่เขาจะเข้าขัดขวางแทรกแซงการรังแกกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ยิ่งพวกเขามีทางเลือกมากเท่าไหร่ พวกเขาก็จะประสบผลสำเร็จมากขึ้นเท่านั้น


เรียบเรียงจาก No-Name Calling Week Resource Guide 2004 โดย ผศ.ดร.สมบัติ ตาปัญญา

Add A Comment


โครงการจัดทำสื่อเพื่อโครงการนำร่อง "โรงเรียนปลอดความรุนแรง"

ภายใต้โครงการส่งเสริม สนับสนุน และคุ้มครอง สุขภาพและสิทธิมนุษยชนด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัว โดย มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ
แผนงานส่งเสริม สนับสนุน และคุ้มครอง สุขภาพและสิทธิมนุษยชน
ด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัว และสนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

ติดต่อ โครงการจัดทำสื่อเพื่อโครงการนำร่อง "โรงเรียนปลอดความรุนแรง"
70/157 การเคหะหลักสี่ ถ.แจ้งวัฒนะ ซอย แจ้งวัฒนะ 5 แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210 โทรศัพท์/โทรสาร 0-2984-6080
E-mail : mediabyfriends@hotmail.com website : www.mediabyfriends.com

Copyright ©2008 NoViolenceInSchools.net. All Rights Reserved.