ตามปกติแล้ว การจะแก้ปัญหาการถูกรังแกด้วยตัวเองหรือแม้กระทั่งให้เพื่อนช่วยก็เป็นเรื่องยากอยู่แล้ว คุณควรจะเอาจริงเอาจังกับการบอกให้ผู้ใหญ่สักคนหนึ่งทราบ มันเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้หยุดการรังแกกันได้

หากคุณต้องการความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ อย่าอายที่จะขอร้อง พวกเราทุกคนต้องการความช่วยเหลือเป็นบางครั้ง และการขอความช่วยเหลือเมื่อเราถูกรังแกไม่ได้หมายความว่าเราอ่อนแอหรือเป็นคนขี้แพ้

การไปฟ้องผู้ใหญ่เกี่ยวกับการถูกรังแกไม่ได้ทำให้คุณเป็น “คนช่างฟ้อง” คุณมีสิทธิที่จะได้รับความปลอดภัยจากการถูกทำร้าย หรือกลั่นแกล้งคุกคามต่าง ๆ และคุณไม่ควรที่จะเงียบอยู่เฉย ๆ เมื่อถูกทำร้ายหรือทำให้เจ็บปวด

บ่อยครั้งเรามักจะไม่กล้าร้องเรียนเมื่อถูกรังแก เพราะเรากลัวว่าหากคนที่ถูกร้องเรียนรู้เข้า เขาก็จะมาทำร้ายเราอีก และเรื่องอาจยิ่งแย่ไปกว่าเดิม ความกลัวเช่นนี้เป็นเรื่องธรรมดา แต่โรงเรียนสามารถทำให้การรังแกกันหยุดลงได้ โดยไม่ต้องบอกให้คนที่รังแกเพื่อนรู้ว่าใครเป็นคนร้องเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเขารังแกคนหลาย ๆ คนไปพร้อม ๆ กัน

หรือแม้ว่าคนที่รังแกจะรู้เข้าว่าใครเป็นคนฟ้อง ก็ยังดีกว่าที่มีการเปิดเผยเรื่องออกมา เพราะคนที่รังแกคนอื่นนั้นจะอาศัยการที่ไม่มีใครกล้าร้องเรียนทำร้ายคนอื่นต่อไปเรื่อย ๆ หากเรื่องถูกเปิดเผยออกมาเมื่อไหร่ โอกาสที่เขาจะทำต่อก็จะน้อยลงมาก

ไม่มีใครสามารถช่วยคุณได้เมื่อคุณถูกรังแก เว้นเสียแต่ว่าคุณจะบอกหรือขอความช่วยเหลือจากเขาก่อนเท่านั้น

ธาริกา อายุ 13 เล่าว่า “ฉันบอกเพื่อนคนหนึ่งในชั้น ป. 6 ว่า พวกกลุ่มอันธพาลไปสั่งคนอื่น ๆ ไม่ให้มายุ่งเกี่ยว เล่น หรือพูดกับฉัน และเพื่อนคนนี้ก็บอกว่าเธอก็โดนเหมือนกัน แต่เธอกับเพื่อนอีกบางคนก็ไปพูดกับพวกอันธพาล ฉันกลัวแทบแย่ว่าจะถูกพวกเขาทำร้าย แต่เห็นได้ชัดว่าพอพวกนั้นถูกตำหนิว่าทำไม่ถูก การรังแกกันแบบนี้ก็เริ่มค่อย ๆ หายไป”  

พ่อแม่และผู้ปกครอง

มานะ อายุ 17 บอกว่า “ฉันตกนรกทั้งเป็นอยู่ถึง 3 ปี ฉันไม่รู้ว่าทำไมฉันถึงต้องรอนานขนาดนั้น ก่อนที่จะกล้าบอกพ่อว่าถูกเพื่อนรังแก พ่อไปพูดกับทางโรงเรียนและทำให้ครูต้องฟังและทำอะไรบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ในที่สุด”

 คุณต้องพูดกับพ่อแม่หรือผู้ปกครองเกี่ยวกับเรื่องถูกรังแก ท่านอาจสงสัยอยู่แล้วก็ได้ ว่ามีอะไรบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้น หรืออาจสังเกตเห็นแล้วว่า ข้าวของหรือเงินของคุณมักจะหายไปบ่อย ๆ ท่านจะทำอะไรได้หลายอย่างเพื่อช่วยคุณ


 พ่อแม่อาจพูดกับครูประจำชั้นหรืออาจารย์ใหญ่ โรงเรียนส่วนใหญ่จะเอาจริงกับเรื่องนี้
- การรังแกกันในโรงเรียนไม่ใช่ปัญหาของผู้ถูกรังแก แต่เป็นปัญหาของการสร้างวินัยในโรงเรียน และโรงเรียนควรเตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่างเพื่อแก้ปัญหานี้
- โรงเรียนควรให้รายละเอียดแก่ผู้ปกครองและนักเรียนว่าขั้นตอนหรือกระบวนการที่จะจัดการกับปัญหาการรังแกกันจะทำได้อย่างไรบ้าง
- พยายามยืนยันให้โรงเรียนบอกให้ชัดเจนว่าจะทำอะไรบ้างเพื่อหยุดปัญหาและคุ้มครองคุณจากการถูกรังแก
 หากปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข พ่อแม่ของคุณควรร้องเรียนอย่างเป็นทางการไปยังสำนักงานการศึกษาในท้องถิ่นหรือผู้มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้อง
ครูและโรงเรียน  โรงเรียนของคุณควรมีนโยบายต่อต้านการรังแกกัน ซึ่งจะบอกคุณได้ว่าหากถูกรังแกต้องทำอย่างไรในการร้องเรียน ถ้าไม่แน่ใจควรถามครูหรืออาจารย์ฝ่ายแนะแนวหรือฝ่ายปกครอง


 หากคุณไม่ต้องการพูดกับครูก็ยังมีคนอื่น ๆ ในโรงเรียนอีก ที่คุณอาจติดต่อได้ เช่น ประธานนักเรียน พยาบาลประจำห้องพยาบาลของโรงเรียน เลขานุการของผู้อำนวยการหรืออาจารย์ใหญ่ หรือเจ้าหน้าที่คนอื่น ๆ ที่คุณชอบและไว้วางใจ
 หากคุณไม่อยากบอกคนอื่นด้วยวาจา ก็อาจเขียนเล่าเหตุการณ์ทุกอย่างในรูปจดหมายหรือบันทึก แล้วส่งหรือมอบให้คนที่ต้องการติดต่อ ถ่ายสำเนาเก็บไว้เป็นหลักฐานด้วย
 อธิบายให้ชัดเจนว่าเกิดอะไรขึ้นและใครเกี่ยวข้องบ้าง คุณอาจจะขอให้ใครไปเป็นเพื่อนเวลาคุณไปร้องเรียนเรื่องนี้ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเพื่อนคนนั้นเป็นพยานรู้เห็นเหตุการณ์ด้วย แสดงสมุดบันทึกเหตุการณ์ของคุณให้คนที่คุณร้องเรียนอ่าน
 พยายามอธิบายให้ชัดว่าการถูกรังแก ทำให้คุณรู้สึกแย่อย่างไรบ้าง บางครั้งคนอื่นอาจไม่เข้าใจว่าการใช้คำพูดที่รุนแรงนั้นทำร้ายจิตใจคุณได้อย่างไร พยายามอธิบายให้ชัดเจนที่สุดว่าคุณไม่สบายใจกับเรื่องนี้มาก และอยากให้มันหยุดเสียที
 เป็นหน้าที่ของโรงเรียนที่จะต้องทำให้นักเรียนปลอดภัยเมื่ออยู่ที่โรงเรียน ถามให้รู้เรื่องว่าโรงเรียนจะช่วยคุณได้อย่างไร คุณอาจแนะนำว่าโรงเรียนน่าจะมีการอบรมในเรื่องนี้ หรือแนะให้มีกล่องรับคำร้องเรียน ฝึกอบรมนักเรียนที่จะช่วยเหลือในเรื่องนี้โดยเฉพาะ หรือวิธีการอื่น ๆ ที่คุณอาจคิดเอาเองได้อีก
“ฉันคิดว่าคงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะพยายามแก้ปัญหา!”หากคุณถูกรังแกติดต่อกันมาเป็นเวลานานจนชักจะเริ่มเชื่อสิ่งที่คนที่รังแกคุณบอกเสียแล้ว ว่าคุณเป็นคนขี้เหร่ นิสัยไม่ดี และจะไม่มีใครชอบคุณเลย ความคิดเหล่านี้ไม่เป็นความจริงเลย มันคือลักษณะของ “การคิดแบบเป็นเหยื่อ”

วิธีหนึ่งที่จะหยุดเป็นเหยื่อของการรังแกกันได้ ก็คือต้องหยุดคิดแบบเหยื่อเสียที

การที่จะช่วยให้คุณเริ่มรู้สึกดีเกี่ยวกับตัวเอง เกี่ยวกับรูปร่างหน้าตาของคุณ หรือบุคลิกภาพของคุณได้ คุณจะต้องฝึกบริหารจิตใจด้วยวิธีต่อไปนี้ก่อน  เพื่อที่จะเสริมสร้างความรู้สึกมั่นใจในตนเอง ตอนแรก ๆ มันอาจจะดูตลกหรือไม่เข้าท่า แต่หากนักกล้ามต้องฝึกยกน้ำหนักเพื่อให้กล้ามใหญ่และแข็งแรง การฝึกใจให้เข้มแข็งก็ต้องอาศัยการฝึกฝนเช่นเดียวกัน

คุณจะทำอะไรได้บ้างเพื่อให้รู้สึกเกี่ยวกับตัวเองในทางที่ดีขึ้นกว่าเดิม?

• ลองคิดดูว่ามีอะไรเกี่ยวกับตัวคุณที่เป็นสิ่งดี ๆ บ้าง แล้วทำรายการไว้ อย่าบอกว่าคุณไม่มีอะไรดีเลยนะ! ทุกคนต้องมีอะไรบางอย่างดีเสมอ ลองคิดดูว่าคุณทำอะไรได้ดีที่สุด ครั้งต่อไปที่คุณรู้สึกแย่ ๆ ขอให้คิดถึงสิ่งที่คุณเขียนลงไปในรายการของคุณ เมื่อคนอื่น ๆ ชมหรือพูดถึงคุณในด้านดี ขอให้จดบันทึกไว้ ไดอารี่ไม่จำเป็นจะต้องมีแต่เรื่องร้าย ๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวคุณเท่านั้น

• ฝึกพูดกับตัวเองในด้านบวก แทนที่จะพูดว่า “ฉันหมดหวังที่จะเก่งคณิตศาสตร์แล้ว” ก็ให้พูดว่า “คณิตศาสตร์เป็นวิชาที่ยากสำหรับฉัน แต่อย่างน้อยฉันก็ใช้เครื่องคิดเลขเป็น” หรือแทนที่จะพูดว่า “ฉันขี้เหร่เหลือเกิน ไม่มีใครจะมาชอบฉันหรอก” ก็อาจพูดว่า “ฉันอาจไม่สวยเหมือนดารา แต่ก็ไม่เห็นจำเป็นเลย ฉันเป็นคนมีอารมณ์ขันที่ดีเยี่ยมก็แล้วกัน”• หากคุณมีความสนใจเป็นพิเศษกับบางสิ่งบางอย่าง ให้พยายามฝึกความชำนาญในเรื่องนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ลองหาดูว่ามีการฝึกอบรมหรือสอนพิเศษในเรื่องที่คุณสนใจหรือเปล่า หรือมีชมรมหรือสมาคมเกี่ยวกับเรื่องนั้น ที่คุณอาจเข้าเป็นสมาชิกได้ไหม• ลองคิดหางานพิเศษทำในวันหยุด การทำอะไรที่พิเศษออกไปจากธรรมดา และหารายได้เป็นของตนเองบ้าง จะช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้นเกี่ยวกับตัวเอง

• ทำงานอาสาสมัครบ้าง องค์กรกุศลต่าง ๆ มักจะต้องการอาสาสมัครเสมอ และการช่วยเหลือผู้อื่นก็เป็นวิธีที่ดีวิธีหนึ่งที่ทำให้เราลืมปัญหาของตัวเอง

• หากคุณสนใจปัญหาสังคมในบางเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง สิ่งแวดล้อม หรือการป้องกันการทารุณสัตว์ คุณอาจหาข้อมูลดูว่าจะเข้าร่วมกลุ่มเหล่านั้นได้อย่างไร พวกเขามักจะยินดีต้อนรับสมาชิกเยาวชนเสมอ

• สมัครเข้าเป็นสมาชิกกลุ่มเยาวชน กลุ่มศาสนา หรือองค์กรอื่น ๆ หากคุณมีสิ่งที่สนใจนอกโรงเรียนและได้พบกับผู้คนต่าง ๆ คุณจะตระหนักว่ามีอะไรที่คุณทำประโยชน์ได้มากมาย และจะเห็นว่าโลกของพวกอันธพาลที่ชอบรังแกคนอื่นช่างคับแคบและจำกัดเหลือเกิน

• พิจารณาว่าคุณควรจะไปเรียนศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวดีไหม ไม่ใช่เพื่อให้คุณกลายเป็นซุปเปอร์แมน แต่เพื่อเพิ่มความมั่นใจในตัวเอง การเรียนรู้วิธีป้องกันตัวเองจะช่วยลดความรู้สึกว่าช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ หรือเป็นเหยื่อ ลองหาข้อมูลดูว่าในชุมชนที่คุณอยู่มีสิ่งเหล่านี้อยู่หรือไม่

• การที่คุณจะรู้สึกดีขึ้นจะต้องอาศัยเวลาบ้าง เมื่อการรังแกกันหยุดลงแล้ว คนที่เคยถูกรังแกอาจจะยังไม่รู้สึกดีขึ้นทันที อาจจะต้องใช้เวลาบ้าง แต่ในที่สุดคุณก็จะรู้สึกดีขึ้นเป็นปกติได้ ผู้ใหญ่บางคนที่เคยถูกรังแกตอนเด็ก ๆ บอกว่าประสบการณ์เช่นนั้นทำให้เขาเข้มแข็งยิ่งขึ้น เพราะมันทำให้เขาตั้งใจมุ่งมั่นว่าจะทำชีวิตให้ดีให้ได้ เพื่อพิสูจน์ว่าสิ่งที่คนที่รังแกเขาพูดว่าเขาไม่ดีต่าง ๆ นั้น ไม่เป็นความจริง


 

สิทธิพงษ์ อายุ 22 บอกว่า “ตอนผมเป็นนักเรียนนั้น ผมถูกรังแกตลอดเวลา บางครั้งรู้สึกแย่มาก ๆ จนอยากตายให้รู้แล้วรู้รอดไป ตอนนี้ผมคิดว่าการที่ผมผ่านประสบการณ์นั้นมาได้ ทำให้ผมเข้มแข็งขึ้นมาก ผมรู้สึกตั้งใจแน่วแน่ว่าจะต้องทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จเพื่อพิสูจน์ให้คนอื่น ๆ ทุกคนเห็นว่าจริง ๆ แล้วผมเป็นคนอย่างไร ผมรู้ว่าคนที่เคยรังแกผมสองคนเคยติดคุกไปแล้วสองครั้ง พวกเขาทำลายอนาคตของตัวเองไปแล้ว ผมจะไม่ยอมเป็นแบบนั้นอย่างเด็ดขาด” 

ทำไมบางคนจึงชอบรังแกคนอื่น?

• มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้คนกลายเป็นอันธพาลและรังแกผู้อื่น เช่น
• มีปัญหาครอบครัว
• เคยถูกรังแกมาก่อน
• เป็นคนที่ถูกตามใจจนเคยตัว ทำให้เห็นแก่ตัวและจะเอาอย่างใจให้ได้ทุกครั้ง
• เป็นคนไม่มีเพื่อนและรู้สึกเหงา
• เขารู้สึกไม่ดีเกี่ยวกับตนเอง เลยอยากให้คนอื่นรู้สึกไม่ดีเกี่ยวกับตัวเองเหมือนที่เขาเป็นด้วย
• เขาใช้คนอื่นเป็นที่ระบายความคับแค้นใจ
• เขารู้สึกไม่ปลอดภัยและไม่มีความสำคัญต่อคนอื่น ๆ การรังแกคนทำให้เขารู้สึกมีอำนาจขึ้นมา
• เขาอยากดู “ยิ่งใหญ่” ต่อหน้าคนอื่น ๆ
• เขาถูกกดดันให้เข้าร่วมกลุ่มที่ชอบรังแกคนอื่น และทำตามพวกอันธพาลนั้นเพื่อให้พวกเขาพอใจเท่านั้นเอง
• เขาไม่เข้าใจว่าคนที่ถูกรังแกนั้นรู้สึกแย่ยังไงบ้าง

ไม่ว่าการรังแกกันนั้นจะมีสาเหตุมาจากอะไรก็ตาม มันมักจะเป็นสัญญาณบอกเหตุว่าคนที่รังแกคนอื่นนั้นกำลังมีปัญหาและต้องการความช่วยเหลือ

อันธพาลต้องมีเหยื่อเสมอ เขามักจะต้องหาอะไรบางอย่างมาเป็นเหตุที่จะรังแกคนอื่น ๆ เช่น การใส่แว่น การมีใบหูใหญ่ หรือ หูกาง การต้องนั่งเก้าอี้เข็นเพราะความพิการ การสอบได้คะแนนดีเสมอ ๆ การเป็นคนตัวเล็กหรือขี้อาย อ้วนมากไป ผอมมากไป หน้าตาดีเกินไป มีความคิดสร้างสรรค์มากเกินไป หรือมีเชื้อชาติและการแต่งตัวบางอย่างที่ “ผิด” ไปจากทั่ว ๆ ไป

อันธพาลมักจะใช้ “ความแตกต่าง” มาเป็นข้ออ้างเพื่อรังแกคนอื่นเสมอ แต่มันไม่ใช่ “ความแตกต่าง” ความแตกต่างของผู้ถูกรังแกหรอก ที่เป็นปัญหา คนที่รังแกคนอื่นต่างหาก ที่มีปัญหา เพราะเขาอาจจะ

• กลัว
• อิจฉา
• ริษยา
• จิตใจโหดร้าย
• โกรธแค้นอะไรบางอย่าง
• รู้สึกไม่มั่นใจในตนเอง
• ไม่มีความสุข

ความแตกต่างทำให้คนน่าสนใจและมีความพิเศษในตัวเอง

คนที่มีชื่อเสียงหลายคนที่เคยถูกรังแกตอนเด็ก ๆ ล้วนแต่เป็นคนที่ “แตกต่าง” จากคนอื่น ๆ และผลสุดท้ายก็กลายเป็นว่าเขาเป็นคนที่มีพรสวรรค์และประสบความสำเร็จมากกว่าคนที่เคยรังแกเขาทุกคน อยากรู้จังว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกอันธพาลเหล่านั้นนะ …?
พฤติกรรมกล้าแสดงออกสำหรับคนที่ถูกรังแก

ถ้าคุณเป็นคนที่ถูกรังแก ลองฝึกเทคนิคการกล้าแสดงออกเบื้องต้นต่อไปนี้ดู แล้วคุณจะรู้สึกเกี่ยวกับตัวเองในทางที่ดีขึ้น เทคนิคที่ว่านี้จะสอนให้คุณรู้วิธีจัดการกับสถานการณ์ที่ลำบากหรือทำให้ไม่สบายใจได้ดีขึ้น

การโต้ตอบกับคนอื่นนั้นมีอยู่ 3 แบบหลัก ๆ คือ:
• ยอมตาม
• ก้าวร้าว
• กล้าแสดงออก

 
คนที่ยอมตามคนอื่นนั้นจะทำเหมือนกับว่าสิทธิของคนอื่นสำคัญกว่าของตัวเขาเอง
คนที่ก้าวร้าวจะทำเหมือนกับว่าสิทธิของเขาสำคัญกว่าของคนอื่น ๆ
คนที่กล้าแสดงออกนั้นให้ความนับถือตัวเองและคนอื่น ๆ เท่ากัน

พูดคร่าว ๆ ก็คือคนที่ถูกรังแกมักจะเป็นคนชอบยอมตาม และคนที่ชอบรังแกมักจะเป็นคนก้าวร้าว ในส่วนนี้ของคู่มือจะแนะวิธีให้คุณเปลี่ยนพฤติกรรมจากการยอมตามหรือก้าวร้าวเป็นพฤติกรรมกล้าแสดงออก

การขอร้อง
• ต้องพูดให้ชัดเจนว่าคุณต้องการอะไร
• วางแผนล่วงหน้าแล้วลองซักซ้อมดูก่อน
• ใช้คำพูดขอร้องแบบสั้น ๆ และเฉพาะเจาะจง (เช่น นี่ดินสอของฉันนะ และฉันอยากได้คืน)
• ตกลงใจให้แน่นอนว่าคุณอยากจะพูดว่าอย่างไรแล้วก็ยึดคำพูดเดิมไว้ให้เหนียวแน่น (เช่น ฉันอยากได้ดินสอของฉันคืน) คุณไม่จำเป็นต้องพูดหยาบคายหรือก้าวร้าว แต่อย่าเผลอเปลี่ยนไปพูดเรื่องอื่นเสีย

การปฏิเสธ
• เมื่อคุณพูดว่าไม่ ต้องพูดให้หนักแน่น
• สังเกตท่าทางและความรู้สึกของตนเองให้ชัดเจน จริง ๆ แล้วคุณอยากพูดอะไร? จริง ๆ แล้วคุณอยากทำอะไร?
• พยายามอย่าเผลอไปติดอยู่กับการทะเลาะทุ่มเถียง และพยายามอย่าโกรธหรือหัวเสียถ้าคุณไม่ได้ดั่งใจ
• หากคุณไม่อยากทำอะไรบางอย่าง อย่ายอมให้เพื่อนกดดันจนคุณยอมแพ้ พยายามมั่นคงไว้ และจำไว้เสมอว่าเรามีสิทธิที่จะบอกว่า “ไม่”
• หากมีใครพยายามรุกเร้าให้คุณตอบคำถามบางอย่าง แต่คุณยังไม่แน่ใจว่าจะตอบอย่างไรดี ให้พูดว่า “ฉันต้องการเวลาคิดก่อนตัดสินใจ” หรือ “ฉันต้องการข้อมูลมากกว่านี้อีก”
• อย่าพูดแก้ตัวต่าง ๆ นานา ทำท่าทางของคุณให้มั่นคง (อย่ายืนค้อม ๆ แบบคนที่เป็นเหยื่อผู้อื่น) และสบตาคนที่คุณพูดด้วย เขาจะรู้จากลักษณะที่คุณพูดและยืนอย่างเด็ดเดี่ยว ว่าคุณเอาจริง (หากการมองตาคนอื่นเป็นเรื่องยากสำหรับคุณ ให้ฝึกทำกับสมาชิกในครอบครัวของคุณก่อน)
• เสนอทางเลือกอื่น ๆ (เช่น “ไม่ละ ฉันไม่อยากเล่นฟุตบอล เราไปเดินเล่นกันดีกว่าไม๊”)

เมื่อเราพูดว่า “ไม่” กับใคร เราเพียงแต่ปฏิเสธคำขอร้องของเขาเท่านั้น เราไม่ได้ปฏิเสธเขาทั้งหมด

การจัดการกับการล้อเลียนหรือดูถูกเหยียดหยาม

เทคนิคกำแพงหมอก: หากคุณโต้ตอบคำพูดเยาะเย้ย ด้วยคำพูดที่แรงพอ ๆ กัน ต่างฝ่ายต่างก็จะพูดแรงขึ้นเรื่อยๆ จนทนไม่ไหวในที่สุด ลองใช้เทคนิคกำแพงหมอกดูดีกว่า

วิธีทำ: เวลาที่คนอื่นใช้คำพูดให้คุณเจ็บใจหรือเสียใจ อย่าเถียงหรือหงุดหงิด ให้จินตนาการว่าคุณยืนอยู่ข้างในกำแพงหมอกใหญ่ ๆ สีขาว และคำพูดถางถางเยาะเย้ยเหล่านั้นถูกหมอกกลืนไปหมดก่อนที่จะมาถึงตัวคุณ ไม่มีอะไรสัมผัสคุณได้

โต้ตอบคำพูดเหล่านั้นด้วยประโยคสั้น ๆ และเรียบ ๆ เช่น “คุณคิดอย่างนั้นเหรอ” หรือ “อาจจริงก็ได้นะ” แล้วก็เดินหนีออกมาเสีย วิธีนี้อาจดูแปลก ๆ ในตอนแรก และทำได้ยาก แต่มันได้ผลดีและช่วยกันคำพูดที่ไม่ดีต่างๆ ฝึกโดยคิดว่าจะมีอะไรที่แย่ที่สุดที่คนอันธพาลจะพูดกับคุณได้ และสมมุติว่าคุณกำลังอยู่ในกำแพงหมอก ไม่มีอะไรมาสัมผัสถึงตัวคุณได้

ตอนแรกคุณอาจต้องแกล้งทำอะไรหลายอย่างและทำไปโดยที่คุณไม่ได้รู้สึกตามแบบนั้นจริง ๆ แต่ในที่สุด การ “แสดง” ก็จะหายไป และคุณก็จะกลายเป็นคนที่กล้าแสดงออกมากกว่าที่คุณคิดไว้แต่เดิม! 

……….
รวบรวมโดย ผศ.ดร.สมบัติ ตาปัญญา
ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

Add A Comment


โครงการจัดทำสื่อเพื่อโครงการนำร่อง "โรงเรียนปลอดความรุนแรง"

ภายใต้โครงการส่งเสริม สนับสนุน และคุ้มครอง สุขภาพและสิทธิมนุษยชนด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัว โดย มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ
แผนงานส่งเสริม สนับสนุน และคุ้มครอง สุขภาพและสิทธิมนุษยชน
ด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัว และสนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

ติดต่อ โครงการจัดทำสื่อเพื่อโครงการนำร่อง "โรงเรียนปลอดความรุนแรง"
70/157 การเคหะหลักสี่ ถ.แจ้งวัฒนะ ซอย แจ้งวัฒนะ 5 แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210 โทรศัพท์/โทรสาร 0-2984-6080
E-mail : mediabyfriends@hotmail.com website : www.mediabyfriends.com

Copyright ©2008 NoViolenceInSchools.net. All Rights Reserved.