ขั้นตอนการจัดการกับการรังแกกันในโรงเรียน

ทำไมโรงเรียนจึงจำเป็นต้องมีโครงการป้องกันการรังแกกัน
• การรังแกกันมีผลกระทบอย่างรุนแรงทางด้านจิตใจ สุขภาพกาย และผลการเรียนของเด็กที่ถูกรังแก

• หากไม่ป้องกันปัญหานี้ ในแต่ละวันฝ่ายบริหารและครูอาจต้องเสียเวลามากเพื่อเข้าไปดูแลปัญหาความประพฤติที่เกี่ยวกับการรังแกกัน

• การรังแกกันก่อให้เกิดบรรยากาศที่ไม่ดีในโรงเรียน

• การรังแกกันแพร่หลายมากกว่าที่ผู้ใหญ่ส่วนใหญ่คาด

• นักเรียนที่รังแกเพื่อน หากไม่ได้รับการจัดการแก้ไข มักมีปัญหาพฤติกรรมด้านอื่นๆ ด้วย ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการเรียนการสอน และต่อชื่อเสียงหรือภาพลักษณ์ของโรงเรียนในที่สุด 

• พฤติกรรมการรังแกกันในวัยเด็ก หากไม่ได้รับการแก้ไข มักนำไปสู่ปัญหาสังคมในระยะยาว เช่น การใช้ความรุนแรงในครอบครัว การเสพสุรา ยาเสพติด และการประกอบอาชญากรรม การป้องกันการรังแกกันในโรงเรียนจึงเป็นการป้องกันปัญหาสังคม เป็นการแสดงวิสัยทัศน์ที่ยาวไกลของผู้บริหารโรงเรียนด้วย

ทุกๆ คนในโรงเรียนจะได้รับประโยชน์จากโครงการป้องกันการรังแกกันที่มีประสิทธิภาพ
ซึ่งก่อนที่จะลงมือเตรียมการใดๆ เพื่อรับมือกับการรังแกกันนั้นเราควรคำนึงถึงสิ่งต่อไป
นี้

• โครงการที่มีประสิทธิภาพต้องเกิดจากความมุ่งมั่นและความรับผิดชอบที่ต่อเนื่องของผู้ใหญ่ในโรงเรียน

• โครงการที่จะประสบความสำเร็จได้นั้นต้องมีความครอบคลุม โดยได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายในโรงเรียน และดำเนินงานทั้งในระดับโรงเรียน ระดับห้องเรียน และระดับบุคคล

• โครงการป้องกันการรังแกกันควรเริ่มตั้งแต่วัยต้น คือตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลและต่อเนื่องไปตลอดระยะเวลาการศึกษาของเด็ก

• โครงการที่มีประสิทธิภาพไม่ควรมีการกำหนด “วันสิ้นสุดโครงการ” แต่ควรดำรงอยู่ตลอดเวลาจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตในโรงเรียน การพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่องนั้นสำคัญมาก ต่อการคงไว้ซึ่งโครงการป้องกันการรังแกนี้


ขั้นตอนเริ่มแรกสำหรับฝ่ายบริหาร
ขั้นตอนต่อไปนี้เป็นข้อแนะนำที่ฝ่ายบริหารของโรงเรียนสามารถนำไปใช้เพื่อพัฒนาโครงการป้องกันการรังแกกันอย่างมีประสิทธิภาพภายในโรงเรียนได้

1. ประเมินสถานการณ์การรังแกกันในโรงเรียนของท่าน
• การประเมินสถานการณ์การรังแกกันในโรงเรียนของท่านนั้นสำคัญอย่างไร
- บ่อยครั้งผู้ใหญ่จะไม่สามารถคาดเดา ลักษณะและความมากน้อยของการรังแกกันของเด็กและเยาวชนในโรงเรียนได้อย่างถูกต้อง จึงควรหาข้อมูลจากนักเรียนโดยตรงเกี่ยวกับประสบการณ์ของตนเองในเรื่องนี้ด้วย
- การเข้าใจอย่างแท้จริงถึงความแพร่หลายของการรังแกกัน ในโรงเรียนของท่านสามารถสร้างแรงจูงใจให้กับครู บุคลากรอื่นๆ ผู้ปกครอง และนักเรียนให้เกิดความเคลื่อนไหวได้ เช่นถ้าหากครูรับรู้ว่าการรังแกกันเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยพบเห็นในโรงเรียนนั้น อาจทำให้ไม่มีแรงจูงใจให้ดำเนินงานโครงการป้องกันการรังแกกัน แต่ถ้าในทางกลับกันหากครูรับรู้ว่าการรังแกกันนั้นมีผลกระทบต่อนักเรียนหลายคนในโรงเรียน ก็อาจจะสนใจที่ดำเนินงานด้านการป้องกันการรังแกกันมากขึ้น

- การเข้าใจถึงการรังแกกันในโรงเรียนของท่านสามารถช่วยให้ท่านวางแผนการเพื่อแก้ไขปัญหาได้ อย่างเช่น การรู้ถึงบริเวณที่การรังแกกันมักเกิดขึ้นในโรงเรียนของท่าน เพื่อที่จะสามารถเพิ่มการสอดส่องดูแลของผู้ใหญ่ใน “พื้นที่อันตราย” นั้นๆ ได้มากยิ่งขึ้น

- การประเมินสถานการณ์การรังแกกันในช่วงเวลาที่ต่างกันสามารถช่วยให้ท่านประเมินความคืบหน้าในการจัดการกับการรังแกกันของโรงเรียนของท่านได้

• วิธีประเมินที่ดีทำอย่างไรบ้าง
- จะเป็นการดีหากให้นักเรียนที่สามารถเขียนตอบแบบสอบถาม (ป.3 หรือ ป.4 ขึ้นไป) เกี่ยวกับ ประสบการณ์การรังแกกันของเขา การถูกรังแก และการพบเห็นการรังแกกัน นักเรียนจะให้ความร่วมมือมากขึ้นถ้าเขาไม่ต้องลงชื่อหรือให้ข้อมูลที่เป็นการแสดงตัวตนในแบบสอบถาม
- นอกจากการให้นักเรียนทำแบบสอบถามแล้ว ควรเชิญครู บุคลากรอื่นๆ และผู้ปกครองให้ตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับการรังแกกันในโรงเรียนด้วย เพราะจะไม่เพียงเป็นประโยชน์ต่อการประเมินมุมมองและข้อเสนอแนะของผู้ใหญ่ในการป้องกันการรังแกกันในโรงเรียนเท่านั้น แต่จะได้นำมาเป็นข้อเปรียบเทียบความเข้าใจในเรื่องนี้ระหว่างผู้ใหญ่กับเด็กด้วย

- หากได้ผลสรุปแล้วควรแจ้งให้ทั้งนักเรียน ผู้ปกครอง และบุคลากรของโรงเรียนรับทราบ

- แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อป้องกันการรังแกกัน (กลุ่มเล็กๆ โดยมีครู ผู้บริหาร ที่ปรึกษา บุคลากรอื่นๆ ผู้นำนักเรียน และผู้ปกครองที่กระตือรือร้นร่วมอยู่ด้วย) เพื่อช่วยท่านสำรวจปัญหาการรังแกกันและวิธีแก้ไขที่น่าจะเป็นไปได้ต่อไป

- พูดคุยกับบุคลากรถึงความเข้าใจของพวกเขาต่อการรังแกกันในโรงเรียน ถามถึงความพยายามของเขาในปัจจุบันต่อการแก้ปัญหานี้ และประเมินดูว่าเขามีเวลาและแรงจูงใจเพื่อทำโครงการป้องกันการรังแกกันให้บรรลุผลหรือไม่

- จัดการประชุมผู้ปกครองและครูเพื่อรวบรวมความเห็นของผู้ปกครองเกี่ยวกับการรังแกกันและความต้องการในการป้องกันการรังแกกันในโรงเรียน


2. ติดตามเหตุการณ์รังแกกันในโรงเรียนของท่าน
นอกจากการประเมินลักษณะและความแพร่หลายของการรังแกกันในโรงเรียนของท่านแล้ว การเก็บบันทึกเหตุการณ์รังแกกันที่น่าสงสัยหรือที่เกิดขึ้นจริง ก็จะเป็นการช่วยรับประกันว่าเด็กที่ถูกรังแกนั้นได้จะรับความช่วยเหลือปกป้องและเด็กที่กระทำการรังแกนั้นได้รับผิดชอบต่อสิ่งที่เขาทำลงไป
• การติดตามเหตุการณ์รังแกกันอย่างมีประสิทธิภาพนั้นผู้ใหญ่ต้องระแวดระวังการรังแกกันในหมู่นักเรียน จัดการฝึกอบรมให้แก่บุคลากรทุกคนเพื่อให้พวกเขาตื่นตัวต่อสัญญาณที่บ่งบอกถึงการรังแกกันมากขึ้น

• พัฒนาระบบเพื่อแจ้งข่าวสารอย่างเป็นเหตุผลและทันต่อเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการรังแกกัน ทั้งที่น่าสงสัยและที่ยืนยันได้แล้วว่าเกิดขึ้นจริง แก่บุคลากรโรงเรียนและผู้ปกครอง ระบบการแจ้งข่าวที่ว่านี้ คงไม่มีเพียงแบบเดียวที่จะนำไปใช้กับทุกโรงเรียนได้ บางโรงเรียนอาจใช้ระบบแจ้งข่าวสารแบบทีละสามชุดสำหรับการรังแกกันและปัญหาทางด้านความประพฤติอื่น (ชุดหนึ่งให้กับครูของนักเรียน ชุดที่สองเก็บไว้เป็นหลักฐานในสำนักงาน และชุดสุดท้ายส่งให้ผู้ปกครองของเด็ก) ซึ่งควรปรับใช้ตามความเหมาะสมของโรงเรียนแต่ละแห่ง 

• ต้องมั่นใจว่าทั้งครูและบุคลากรทุกคน (รวมถึง คนขับรถ แม่ค้าในโรงอาหาร ครูฝ่ายปกครองและธุรการ) คุ้นเคยกับขั้นตอนของระบบแจ้งข่าวสารของโรงเรียนและเข้าใจถึงหน้าที่ความรับผิดชอบที่จะต้องแจ้งเหตุรังแกกันไม่ว่าจะเป็นเพียงเหตุการณ์ที่น่าสงสัยหรือเหตุการณ์ที่ยืนยันได้แล้วก็ตาม

• นอกจากการแจ้งเหตุด้วยลายลักษณ์อักษรแล้ว ควรส่งเสริมให้บุคลากรสื่อสารกันทางวาจาอย่างทันท่วงทีกับผู้ร่วมงาน (เช่น ในการประชุมระดับช่วงชั้นเรียน หรือการพูดคุยแบบตัวต่อตัวกับบุคลากรอื่น) เช่นว่าหากครูสอนคณิตศาสตร์คาบ 3 พบเห็นการรังแกกันระหว่างนักเรียนสองคน ครูต้องเขียนบันทึกและแจ้งด้วยวาจากับครูสอนสังคมในคาบ 4 เพื่อคอยสอดส่องดูแลไม่ให้การรังแกดำเนินต่อไป

• ติดตามการรังแกกันโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ โรงเรียนใหญ่ๆ หลายแห่งมักจะมีการติดตั้งโปรแกรมบันทึกความประพฤติที่เป็นปัญหาของนักเรียนอยู่แล้ว ทางโรงเรียนสามารถอัพเกรดและปรับแต่งโปรแกรมเหล่านี้เพื่อนำไปใช้ติดตามเหตุการณ์รังแกกันได้เช่นกัน บางโรงเรียนอาจเห็นว่าราคาของโปรแกรมคอมพิวเตอร์เหล่านี้แพงเกินควร แต่โปรแกรมฟรีที่สามารถช่วยท่านวิเคราะห์และติดตามการรังแกกันและปัญหาทางพฤติกรรมอื่นๆที่อาจเกิดขึ้นในโรงเรียนของท่านก็มีเช่นกัน (อาจเข้าไปดูตัวอย่างโปรแกรมได้ที่ www.schoolcopsoftware.com เป็นต้น)


3. เรียนรู้ถึงโครงการป้องกันการรังแกกันที่ดี

• ด้วยความร่วมมือของคณะกรรมการประสานงาน ท่านอาจลองค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับโครงการป้องกันการรังแกกันที่มีอยู่แล้วเพื่อดูความเป็นไปได้สำหรับการนำมาประยุกต์ใช้ (สำหรับในประเทศไทยโปรดติดต่อ ผศ.ดร.สมบัติ ตาปัญญา ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งได้ทำการศึกษาวิจัยและพัฒนาหลักสูตรการป้องกันการรังแกกันในโรงเรียนขึ้น โทร 053-945-422 ถึง 4 หรือทางจดหมายอีเลคโทรนิคที่
stapanya@mail.med.cmu.ac.th)• คุยกับเพื่อนร่วมงานจากโรงเรียนอื่นที่ได้เริ่มดำเนินโครงการป้องกันการรังแกกันแล้ว โดยปรกติผู้พัฒนาโครงการอาจแนะนำให้ท่านติดต่อกับนักวิชาการที่สามารถแบ่งปันประสบการณ์เกี่ยวกับการดำเนินโครงการป้องกันการรังแกกันได้

• ประเมินโครงการป้องกันและจัดการปัญหาการรังแกกันที่โรงเรียนของท่านใช้อยู่ในปัจจุบันว่าจะสอดคล้องกับโครงการป้องกันการรังแกกันที่ท่านกำลังสนใจจะนำมาใช้หรือไม่

• พูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับโครงการกับคณะกรรมการประสานงานและบุคลากรโรงเรียน โครงการส่วนใหญ่จะมีเอกสารอธิบาย
ข้อมูลความรู้ย่อๆ หรือบทสรุปให้ บางโครงการอาจมีวิทยากรเพื่อแนะนำอธิบาย “โดยสังเขป” ให้ท่านและบุคลากรของท่านด้วย

• พิจารณาดูว่าโครงการไหนสอดคล้องกับข้อจำกัดทางงบประมาณของโรงเรียนท่าน

• เลือกโครงการอย่างระมัดระวังเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของโรงเรียนท่าน โดยดูจากหลักฐานว่าโครงการนี้มีประสิทธิภาพจริงหรือไม่ 


** ข้อมูลในเอกสารนี้พัฒนามาจากโครงการ “ยืนหยัดต่อต้าน ยื่นมือช่วยเหลือ ยุติการรังแกกันทันที (Take a Stand, Lend a Hand, Stop Bullying Now)” ซึ่งเป็นโครงการของฝ่ายสุขภาพ แหล่งข้อมูลและบริการ ของกรมสุขภาพและบริการประชาชนสหรัฐอเมริกา (Health, Resources and Services Administration of the U.S. Department of Health and Human Services: http://www.stopbullyingnow.org) เรียบเรียงจาก No-Name Calling Week Resource Guide 2004 โดย ผศ.ดร.สมบัติ ตาปัญญา

Add A Comment


โครงการจัดทำสื่อเพื่อโครงการนำร่อง "โรงเรียนปลอดความรุนแรง"

ภายใต้โครงการส่งเสริม สนับสนุน และคุ้มครอง สุขภาพและสิทธิมนุษยชนด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัว โดย มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ
แผนงานส่งเสริม สนับสนุน และคุ้มครอง สุขภาพและสิทธิมนุษยชน
ด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัว และสนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

ติดต่อ โครงการจัดทำสื่อเพื่อโครงการนำร่อง "โรงเรียนปลอดความรุนแรง"
70/157 การเคหะหลักสี่ ถ.แจ้งวัฒนะ ซอย แจ้งวัฒนะ 5 แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210 โทรศัพท์/โทรสาร 0-2984-6080
E-mail : mediabyfriends@hotmail.com website : www.mediabyfriends.com

Copyright ©2008 NoViolenceInSchools.net. All Rights Reserved.