|| โครงการวิจัยการศึกษาเพื่อพัฒนารูปแบบแนวทางการป้องกันความรุนแรงฯ
ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
หลังจากการดำเนินงานโดยใช้หลักสูตรการป้องกันการรังแกกัน และหลักสูตรการสร้างวินัยเชิงบวกสำหรับครู โดยเน้นการดำเนินงานภายในโรงเรียนที่ได้จัดทำขึ้นในโครงการวิจัยเพื่อพัฒนารูปแบบแนวทางการป้องกันความรุนแรงต่อเด็กแบบยั่งยืนมาสองปีแล้ว และปรากฏผลเป็นที่น่าพอใจ คือระดับความรุนแรงในรูปของการรังแกกันในระหว่างนักเรียนลดลงอย่างเห็นได้ชัด ประกอบกับในระยะเวลาเดียวกันทีมวิจัยอื่นๆ ภายใต้โครงการเด็ก เยาวชน และครอบครัว ก็ได้ทำการวิจัยในบริบทอื่นๆ ไปพร้อมกัน เช่น ในบริบทของครอบครัว ชุมชน และระบบ ยุติธรรม เป็นต้น ความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับจากชุดโครงการดังกล่าว จึงเป็นประโยชน์ต่อความเข้าใจปัญหาและกำหนดแนวทางป้องกันแก้ไขต่อไปในอนาคตเป็นอย่างยิ่ง
ผลการวิจัยในปีแรก ซึ่งเป็นการดำเนินงานโครงการป้องกันการรังแกกันและการสร้างวินัยเชิงบวกในโรงเรียนแห่งเดียว เปรียบเทียบกับอีกโรงเรียนหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายกัน ภายหลังจากการดำเนินงานโครงการไปได้ประมาณหนึ่งปีการศึกษา การรังแกกันในรูปแบบต่างๆ มีแนวโน้มลดลงเป็นส่วนใหญ่ แม้ว่าการลดลงนั้นยังไม่มากพอที่จะมีนัยสำคัญทางสถิติ ก็ตาม และในขณะเดียวกัน ความเปลี่ยนแปลงที่เป็นไปในทางตรงกันข้ามกับความคาดหมาย ก็คือการรังแกกันในบางรูปแบบมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น คือการล้อเลียนและการขโมยเงินและสิ่งของ และโดยเฉพาะการปล่อยข่าวลือเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และในขณะเดียวกันการช่วยเหลือจากครูและเพื่อนๆ ซึ่งน่าจะเพิ่มขึ้นจากการรณรงค์ป้องกันการรังแกกัน ก็มีแนวโน้มลดลงด้วย ซึ่งพอจะอธิบายได้ว่าน่าจะเป็นเพราะในปีแรกยังมีความขลุกขลักและไม่ลงตัวหลายประการทำให้การดำเนินงานไม่เป็นไปอย่างเต็มที่เท่าที่ควรจะเป็น
ส่วนในด้านทัศนคติและพฤติกรรมการลงโทษของครูนั้น จากการเปรียบเทียบคะแนนของทั้งสองกลุ่มก่อนการดำเนินงานพบว่าไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ยกเว้นใน ข้อเดียว คือ ทัศนคติต่อข้อความที่ว่า “การลงโทษเป็นการปลูกฝังวินัย” ที่กลุ่มทดลองมีความเห็นด้วยสูงกว่ากลุ่มควบคุมมาก แต่หลังจากดำเนินงานไปได้หนึ่งปีการศึกษา พบว่า เกิดความเปลี่ยนแปลงคือ พฤติกรรมการสร้างวินัยโดยใช้การปรับพฤติกรรมของครูในกลุ่มทดลองมี แนวโน้มสูงกว่ากลุ่มควบคุม การลงโทษโดยใช้ความรุนแรงต่อร่างกายและจิตใจในกลุ่มทดลองอยู่ในระดับต่ำกว่าในกลุ่มควบคุมอย่างเห็นได้ชัด และพฤติกรรมบางประเภทต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติคือ การตีด้วยไม้เรียวและการสบประมาทด้วยวาจา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการดำเนินงานด้านนี้มีผลในการลดความรุนแรงจากครูสู่นักเรียนได้
ผลการดำเนินงานในปีที่สอง ผู้วิจัยได้พยายามวิเคราะห์สถานการณ์และนำเอาบทเรียนที่ได้จาก ปีแรกมาใช้ปรับปรุงการทำงานในปีที่สอง และพบว่าการประเมินหลังจากการ ดำเนินงานในปีที่สองมีผลที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น คือ เมื่อเปรียบเทียบคะแนนจากสองกลุ่มก่อนการดำเนินงานโครงการ จะเห็นว่าทั้งสองกลุ่มถูกเพื่อนรังแกในระดับใกล้เคียงกัน โดยกลุ่มทดลองมีแนวโน้มถูกรังแกมากกว่า สำหรับพฤติกรรมของการถูกรังแกประเภทต่างๆ นั้น พบว่าส่วนใหญ่ใกล้เคียงกัน ยกเว้นสามประเภทที่กลุ่มทดลองอยู่ในระดับต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ (p<.01) คือ การถูกขโมยเงินและสิ่งของ การถูกบังคับขู่เข็ญ และการถูก เยาะเย้ยเรื่องเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ ส่วนการช่วยเหลือจากครูและเพื่อนที่ได้รับพบว่า กลุ่มทดลองได้รับความช่วยเหลือในระดับต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ (p<.01) ด้วย สำหรับพฤติกรรมการรังแกผู้อื่น พบว่ากลุ่มทดลองอยู่ในระดับต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ (p<.01) โดยเฉพาะการล้อเลียนและการทำร้ายร่างกายเพื่อน
ภายหลังจากการดำเนินงานโครงการไปได้ประมาณหนึ่งปีการศึกษา พบว่าเฉพาะในกลุ่มทดลองการรังแกกันในรูปแบบต่างๆ มีแนวโน้มลดลงเป็นส่วนใหญ่ โดยมีรายละเอียด คือ การถูกรังแกโดยรวม ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (p<.05) การถูกล้อเลียนและถูกเยาะเย้ยเรื่อง เชื้อชาติเผ่าพันธุ์ลดลงอย่างอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนการถูกรังแกประเภทอื่นๆ ลดลง ทั้งหมดทุกประเภท แม้ว่าจะยังไม่ถึงกับมีนัยสำคัญทางสถิติก็ตาม พฤติกรรมการรังแกเพื่อนโดยรวม ลดลงอย่างอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการล้อเลียนเพื่อน การเพิกเฉยต่อเพื่อนและการทำร้ายร่างกายเพื่อน
ผลจากการประเมินเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุมหลังการดำเนินงานโครงการแสดงให้เห็นว่า ภายหลังการดำเนินงานโครงการแล้วหนึ่งปีการศึกษา การรังแกกันในแบบต่างๆ ในกลุ่มควบคุมอยู่ในระดับสูงกว่าในกลุ่มทดลองอย่างมีนัยสำคัญ และ การช่วยเหลือจากครูและเพื่อนในกลุ่มควบคุมก็ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าในกลุ่มทดลอง ประเภทต่างๆ ของการถูกรังแกทั้งหมดในกลุ่มควบคุม อยู่ในระดับสูงกว่าในกลุ่มทดลองอย่างมีนัยสำคัญ ยกเว้นการขโมยเงินและสิ่งของที่อยู่ในระดับเท่ากัน นักเรียนในกลุ่มควบคุมยอมรับว่าตนเอง เคยรังแกเพื่อนมากกว่าในกลุ่มทดลอง พฤติกรรม การรังแกสี่ประเภท (คือการล้อเลียน เพิกเฉย ทำร้ายร่างกาย ดูถูกเชื้อชาติ) ก็พบว่ากลุ่มควบคุมมีมากกว่ากลุ่มทดลองอย่างมีนัยสำคัญเช่นเดียวกัน
การวิเคราะห์ข้อมูลเฉพาะกลุ่มควบคุมอย่างเดียว เปรียบเทียบก่อนและหลังหนึ่งปีการศึกษา พบว่าสถานการณ์ในกลุ่มควบคุมได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด โดยการรังแกกัน ทุกประเภทเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งการถูกรังแกและการเป็นผู้รังแก โดยพฤติกรรมบางประเภทสูงขึ้นเกือบสองเท่า
อาจสรุปได้ว่าการดำเนินงานในปีที่สองนี้ส่งผลที่ค่อนข้างหนักแน่นและชัดเจนว่า โครงการป้องกันการรังแกกันช่วยให้ระดับการรังแกกันในโรงเรียนลดลงอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่โรงเรียนซึ่งไม่ได้มีการดำเนินการใดๆ (โรงเรียนในกลุ่มควบคุม) สถานการณ์เลวร้ายขึ้นกว่าเดิมมาก
อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อจำกัดหลายประการ (เช่น ด้านเวลาและงบประมาณ) ทำให้ไม่สามารถประเมินผลด้านการใช้ความรุนแรงของครูในการดำเนินงานในปีที่สองได้
ดังนั้น เพื่อให้มีการวิจัยต่อเนื่องจากระยะที่ 1 และในระยะที่ 2 จึงควรนำบทเรียนที่ได้จากการวิจัยในสองปีแรก มาปรับปรุงแก้ไขหลักสูตรให้ลดข้อบกพร่องต่างๆ แล้วขยายผลออกไปในวงกว้างกว่าเดิม เพื่อให้การศึกษาดังกล่าวได้ประโยชน์สูงสุด โดยขยายพื้นที่ในการทดลองรูปแบบดังกล่าวไปยังโรงเรียนอื่นที่มีมิติอื่นที่ต่างกัน อาทิ ภูมิศาสตร์ วัฒนธรรม ระดับเศรษฐกิจของพื้นที่ เป็นต้น และทำการประเมินผลในลักษณะที่ละเอียดและครอบคลุมกว้างขวางมากขึ้น เพื่อให้การประเมินผลของหลักสูตรเห็นได้ชัดและมั่นใจได้มากยิ่งขึ้น
ในปีที่สามนี้ คณะบริหารจัดการโครงการเด็ก เยาวชน และครอบครัว ของมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ ได้กำหนดแผนงานให้มีการดำเนินการทดลองนำร่องโรงเรียนปลอดความรุนแรงในจังหวัดในสี่ภูมิภาค ได้แก่ เชียงใหม่ สงขลา อุบลราชธานี นนทบุรี และกรุงเทพฯ โดยผู้วิจัยจะรับผิดชอบในการ ดำเนินงานเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ ส่วนจังหวัดอื่นๆ ที่เหลือจะมีคณะวิจัยอื่นรับผิดชอบ
หลักเกณฑ์ในการเลือกโรงเรียนเป้าหมาย ได้แก่โรงเรียนที่อยู่ในระดับกลางทั้งในด้านฐานะทางเศรษฐกิจสังคมของครอบครัวนักเรียน และในด้านสภาพปัญหาในโรงเรียน คือไม่เห็นได้ชัดว่ามีปัญหารุนแรง แต่ก็ไม่ใช่โรงเรียนตัวอย่างที่มีความพร้อมทุกด้าน และพยายามให้ครอบคลุมทุกระดับชั้น ตั้งแต่อนุบาลถึงมัธยมปลาย โดยในจังหวัดเชียงใหม่ได้เลือกสอง โรงเรียนร่วมกัน โรงเรียนแรกมีตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึงชั้นประถมปีที่หก โรงเรียนที่สองตั้งแต่ชั้นมัธยมปีที่หนึ่งถึงหก
ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งในการดำเนินงานในปีที่สามนี้ ก็คือการเพิ่มความพยายามในการที่จะเปิดพื้นที่ให้ผู้ปกครองและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งสามารถทำได้หลายทาง เช่น การเชิญให้ผู้ปกครองและตัวแทนจากชุมชนเข้ามาร่วมเป็นกรรมการดำเนินงานโครงการในโรงเรียน มีส่วนร่วมในการเสนอความคิดเห็นและติดตามตรวจสอบ พร้อมทั้งมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน และมีการประชุมพบปะกับผู้ปกครองและตัวแทนชุมชนเป็นระยะ เพื่อการให้ข้อมูลความรู้และรับเอาความคิดเห็นข้อเสนอแนะต่างๆ มาใช้ และเพิ่มความรู้สึกมีส่วนร่วมและเป็นเจ้าของโครงการ
วัตถุประสงค์
1. เพื่อศึกษาสถานการณ์ความรุนแรงในโรงเรียนต่อเด็กประเทศไทย โดยเฉพาะใน พื้นที่โรงเรียน นำร่องในจังหวัดเชียงใหม่
2. เพื่อพัฒนาและปรับปรุงมาตรการ และแนวทางปฏิบัติในการที่จะป้องกันมิให้เกิดพฤติกรรมรุนแรงต่อเด็กในโรงเรียนเอกสารแนบหมายเลข 1
3. เพื่อศึกษารูปแบบและแนวทางการให้ความช่วยเหลือเด็กที่ได้รับผลกระทบจาก พฤติกรรมรุนแรงในโรงเรียนอย่างมีประสิทธิผลและยั่งยืน
ขอบเขตการศึกษา
1. ศึกษาสถานการณ์ความรุนแรงต่อเด็กในโรงเรียนนำร่องก่อนการดำเนินงานโดยการสำรวจจากเด็กเองและผู้เกี่ยวข้อง เช่น ครู ผู้ปกครอง โดยใช้เครื่องมือทางการวิจัย เช่น แบบสอบถาม การสัมภาษณ์ เป็นต้น และเมื่อดำเนินงานไปแล้วหนึ่งปีการศึกษา ก็ทำการประเมินซ้ำอีกครั้งเพื่อเปรียบเทียบผล
2. นำเอาหลักสูตรการฝึกทักษะเพื่อป้องกันพฤติกรรมรุนแรงต่อเด็กที่ได้รับการยอมรับว่ามีประสิทธิภาพสูงและได้มีผู้นำไปใช้อย่างแพร่หลายแล้ว มาปรับปรุงให้เหมาะสมกับบริบทของสังคมไทย นำออกทดลองใช้และทำการประเมินผลในขั้นต้นก่อนว่ามีประสิทธิภาพจริงหรือไม่ ก่อนที่จะขยายผลให้แพร่หลายต่อไป ซึ่งในการวิจัยในปีที่หนึ่งและสอง ก็ได้มีการนำหลักสูตรดังกล่าวมาทดลองใช้และประเมินผลแล้วขั้นหนึ่ง พบว่ามีผลดีต่อการเปลี่ยนแปลง คือสามารถลดความรุนแรงในโรงเรียนได้ในระดับที่น่าพอใจ
3. เปิดพื้นที่ให้ผู้ปกครองและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานให้มากยิ่งขึ้น
4.ศึกษา ประเมิน และสรุปผลการดำเนินงาน เพื่อนำไปสู่รูปแบบและแนวทางการให้ความช่วยเหลือเด็กที่ได้รับผลกระทบจากพฤติกรรมรุนแรงในโรงเรียน
ระเบียบวิธีการวิจัย/แผนการวิจัย
1. นำโปรแกรมหรือหลักสูตรที่ได้สร้างขึ้นและใช้ในโครงการวิจัยในปีที่ผ่านมา คือ หลักสูตรการ ป้องกันการรังแกกัน และหลักสูตรการสร้างวินัยเชิงบวกสำหรับครู และได้รับการประเมินผลตามหลักการวิจัยแล้วว่ามีประสิทธิภาพ นำออกใช้กับกลุ่มตัวอย่างในโครงการครั้งนี้ และประเมินประสิทธิภาพของหลักสูตร แล้วจึงนำข้อสรุปหรือบทเรียนจากการวิจัยนี้มาเป็นแนวทางเพื่อนำไปขยายผลต่อไป
2.ตัวแปรที่ต้องการวัด คือ พฤติกรรมการรังแกกันในกลุ่มนักเรียน พฤติกรรมรุนแรงต่อเด็กจากครู ทัศนคติและพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงในนักเรียน ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากพฤติกรรมรุนแรง และปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยวิเคราะห์ข้อมูลจากการเปรียบเทียบ pre-test และ post-test ระหว่างกลุ่มตัวอย่าง
ระยะเวลาในการวิจัย
11 เดือน (ธันวาคม 2550 – ตุลาคม 2551)
ผลที่คาดว่าจะได้รับ
1. พฤติกรรมรุนแรงต่อเด็ก ในโรงเรียนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
2. ผลกระทบจากพฤติกรรมรุนแรงของกลุ่มตัวอย่างลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
3. ได้รูปแบบและแนวทางการดำเนินงานเพื่อป้องกันการทารุณกรรมต่อเด็กในโรงเรียนอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน เหมาะสมต่อการนำไปขยายผลต่อไป
4. ได้รูปแบบและแนวทางการให้ความช่วยเหลือเด็กที่ถูกทารุณกรรมในโรงเรียนที่มี ประสิทธิภาพ เหมาะสมต่อการนำไปขยายผลต่อไป
5.ได้เอกสารคู่มือสังเคราะห์กลไก กระบวนการ และวิธีการในการป้องกันและแก้ปัญหาความรุนแรงในโรงเรียน
6. ได้คู่มือหลักสูตรการฝึกอบรม รวม 4 เล่ม เพื่อการเผยแพร่ต่อไป
ผู้รับผิดชอบโครงการ
ผศ.ดร. สมบัติ ตาปัญญา















Add A Comment