เวทีเสวนา “ต้นแบบโรงเรียนปลอดความรุนแรง โฮมกันฮักแพงสร้างสันติ”

เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2552 ที่ผ่านมา โครงการสนับสนุนการมีส่วนร่วมของเด็ก เยาวชน และครอบครัว ในกระบวนการจัดทำนโยบายสาธารณะเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงที่กระทำต่อเด็กในโรงเรียน ระยะที่ 3 ได้จัดเวทีเสวนา “ต้นแบบโรงเรียนปลอดความรุนแรง โฮมกันฮักแพงสร้างสันติ” ณ ห้องประชุมคณะวิทยาการจัดการ มหาลัยราชภัฏอุดรธานี
ในเวทีเสวนา “โฮมกันฮักแพงสร้างสันติ” นี้ มีผู้สนใจเข้ามาร่วมรับฟัง และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันกว่า 200 คน ผู้เข้าร่วมเสวนา ประกอบไปด้วย ธนาวุฒิ ปลัดพรหม นายกองค์การบริหารส่วนตำบล เสอเพลอ ผอ. อุดม พันธุวงศา โรงเรียนบ้านทองอินทร์สวนมอญ ผอ. อานนท์ รักการ โรงเรียนราชินูทิศ ผอ. ปัญญา ชูพรมวงศ์ โรงเรียน
เสอเพลอพิทยาคม อ.รัชนี น้อมระวี โรงเรียนเสอเพลอพิทยาคม ดช.อภิรักษ์ พรมสุข นักเรียนโรงเรียนบ้านทองอินทร์สวนมอญ และ นายธีรนัย แก้วอัมไพ นักเรียน ม. 6 โรงเรียนเสอเพลอพิทยาคม
อานนท์ รักการ ในฐานะอดีตผู้อำนวยการโรงเรียนเสอเพลอพิทยา ได้กล่าวถึงก่อนเข้าร่วมกิจกรรมกับโครงการฯ ในช่วงปี 2543 มีกฏกระทรวงประกาศเรื่องการลงโทษนักเรียน ห้ามตีเด็ก มีเสียงโอดครวญจากครู มากมายเพราะเด็กในระดับมัธยม จะดื้อมาก จนปี 2549 ย้ายมาอยู่โรงเรียนเสอเพลอ อาจารย์สมบัติ ตาปัญญา ได้เข้ามาช่ว ให้ความรู้กับครูในโรงเรียน และเมื่อได้เชื่อมโยงกับทางพุทธศาสนาเราก็ได้ความรู้ในวิธีปฏิบัติ เราก็นำมาปรับใช้กับโรงเรียน
ในประเด็นนี้ อาจารย์พิทักษ์ โมคะรักษ์ อาจารย์จากโรงเรียนบ้านทองอินทร์สวนมอญ กล่าวในฐานะตัวแทนอาจารย์ที่ได้เข้าร่วมในโครงการนำร่องโรงเรียนปลอดความรุนแรงและได้มีโอกาสไปอบรมเพิ่มเติมกับมูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็กในเรื่องโรงเรียนปลอดความรุนแรงว่า
นับตั้งแต่โรงเรียนบ้านทองอินทร์สวนมอญ เข้าร่วมโครงการได้มีโอกาสเข้ารับการอบรมทั้งที่กรุงเทพ และอุดรธานี โดยส่วนตัว ตนเองก็ไม่ทราบว่า ถ้าไม่ให้ตีนักเรียนเมื่อนักเรียนมีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ เราก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ต่อมา โครงการฯ ได้เชิญอาจารย์ สมบัติ ตาปัญญามาให้ความรู้เรื่องวินัยเชิงบวก อาจารย์นงเยาว์ แข่งเพ็ญแข มายกตัวอย่างการหยิบบวกในบวก การชมเชยให้กำลังใจ หรือ การหยิบบวกในลบ และการสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับนักเรียน เช่น การสัมผัส เมื่อนักเรียนเข้ามาทำความเคารพ เราก็ให้การสัมผัสเด็ก เช่น ลูบหัวเป็นตัวอย่างเล็กๆ ของการสร้างความรัก การให้กำลังใจ อย่างในห้องเรียน ก็ให้อำนาจบางส่วนให้เขามีส่วนร่วม และให้กำลังใจ ลดความขัดแย้งระหว่างครูกับนักเรียนได้มาก
“การบริหารห้องเรียน เราก็ควรจะมีสิทธิ์มีเสียงเท่าๆ กัน เพราะเราทุกคนเกิดมาก็มีสิทธิ์เท่าๆ กัน เมื่อเข้ามาทำงานตามแนวทางนี้ เด็กก็มีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป และเราเองก็พบว่าตัวเราก็เปลี่ยนไปด้วย” อาจารย์พิทักษ์ กล่าว
“เริ่มแรกขัดกับความรู้สึกว่า ไม่ให้ตีเด็ก แล้วโรงเรียนจะทำให้ปลอดความรุนแรงได้อย่างไร แต่เมื่อได้ร่วมโครงการ ได้อบรม เข้าค่าย ได้รู้ว่านอกจากการลงโทษเด็กแล้ว การที่ครูกระทำ เช่น การเพิกเฉย การไม่ใส่ใจ ถือว่าเป็นความรุนแรงอย่างหนึ่ง เรารู้สึกว่าเราต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเองก่อน และการที่เราปรับพฤติกรรมโดยในโรงเรียนจะไม่มีการตีเด็ก เด็กก็จะกล้าเข้าใกล้คุณครูมากขึ้น พฤติกรรมเด็กก็จะค่อยๆ ดีขึ้นจริงๆ นอกจากนี้ยังสามารถนำความรู้ที่ได้ไปใช้ในครอบครัวได้ด้วย ซึ่งได้ผลมากๆ” อาจารย์รัชนี น้อมระวี โรงเรียนเสอเพลอพิทยาคม กล่าวเสริมด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
ในส่วนขององค์การบริหารส่วนตำบล ก็มีความสนใจประเด็นการศึกษาเป็นอย่างมาก จ.ส.ต.ธนาวุฒิ ปลัดพรม นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเสอเพลอ ได้เสริมในเวทีว่า “เรามักจะติดภาพการพัฒนาว่า การพัฒนาเป็นการพัฒนาทางกายภาพมากกว่า แล้วในมิติของนายก อบต. การพัฒนาทางชีวภาพก็สำคัญเช่นกัน อำนาจหน้าที่ในส่วนของนายก อบต.เสอเพลอ ซึ่งเป็นอำเภอใหญ่ พื้นที่ 19 หมู่บ้าน 6 โรงเรียน โรงเรียนขยายโอกาส 2 โรงเรียน สภาตำบล มีอำนาจหน้าที่ ตามมาตรา 66 เราต้องดำเนินการส่งเสริมการศึกษา ในส่วนโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาคุณภาพชีวิต การศึกษา ใน 6 โรงเรียนเราก็จะดำเนินการไปพร้อมๆ กัน ซึ่งรองบอุดหนุน”
“แต่ส่วนสำคัญ การคุ้มครอง การดูแลเด็ก เช่น การดื่มสุรา การมั่วสุมของวัยรุ่น เราจะใช้กลไก อพปร.(อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน) คอยออกตรวจและควบคุมในวงกว้าง” ธนาวุฒิ กล่าวทิ้งท้ายในประเด็นการมีส่วนร่วมในการร่วมกันดูแลชุมชนโดยชุมชนเอง
สำหรับนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการนำร่องโรงเรียนปลอดความรุนแรง หลังจากที่ได้ร่วมกิจกรรมต่างๆ แล้ว ธีรนัย แก้วอัมไพ นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเสอเพลอ พิทยาคม ได้กล่าวถึงประสบการณ์ในการได้ร่วมกิจกรรมของโครงการว่า
“เรื่องโรงเรียนปลอดความรุนแรง ผมมีความคิดว่า เมื่ออาจารย์ให้ความรักกับเด็ก เราก็กล้าเข้าใกล้และสนิทกับอาจารย์ เมื่อเราได้ความรัก พฤติกรรมเราจะปรับเปลี่ยน เช่น บางคนจากที่โดดเรียนบ่อย ก็จะโดดเรียนน้อยลงจนถึงไม่โดดเรียนเลย ก็จะมีการปรับนิสัยไปในทางที่ดีขึ้น พัฒนาขึ้น เมื่อพฤติกรรมดีขึ้น เราก็จะยิ่งได้ความรักมากขึ้น ก็จะยิ่งพยายามทำดีมากขึ้น เมื่อเราโดดเรียนน้อยลง เราเข้าเรียนเป็นประจำ เมื่อมีปัญหาสงสัยก็กล้าถาม เมื่อกล้าถาม ก็จะเข้าใจมากขึ้น ไม่เกร็ง ไม่ประหม่า ได้ความรู้เต็มที่ ตั้งใจทำงานส่ง คะแนนก็ดีขึ้น คนอื่นๆ พฤติกรรมดีขึ้นเหมือนกัน บางคนอาจจะมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมช้าก็จริง แต่จะค่อยๆ ซึมซับทีละน้อย ก็อาจจะช้าไปบ้าง แต่พฤติกรรมเขาก็ดีขึ้น มีกิจกรรมที่รุ่นพี่ชวนรุ่นน้องทำ ซึ่งตัวหลักคือ พี่ๆ ม.6 ที่ต้องเข้าไปคุยกับน้องๆ เมื่อรุ่นน้องมาสนิทด้วย แล้วเห็นว่าเรามีพฤติกรรมที่ดี น้องก็จะทำตามด้วย เรื่องนี้รุ่นพี่ทำมาเกือบปีแล้ว และรุ่นน้องก็สนใจร่วม เขาก็ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางที่ดี เราก็ยิ่งภูมิใจมาก เหมือนครูรักเรา เรารักครู ก็ยิ่งปรับพฤติกรรมดีขึ้น ”
“ฝากไปยังเพื่อนๆ ว่า การเรียนไม่ใช่สิ่งเลวร้าย ถ้าเราเข้าเรียน กล้าถาม กล้าตอบ และโรงเรียนใดที่ได้เข้ามาร่วมโครงการโรงเรียนปลอดความรุนแรง เราจะพบว่ามีสิ่งที่ดีเกิดขึ้น แล้วการเรียนเราก็จะดีขึ้นด้วย” ธีรนัย ฝากทิ้งท้ายกับเพื่อนๆ ที่มาร่วมฟัง
ในส่วนของโรงเรียนระดับประถมศึกษา น้องตูมตาม หรือ อภิรักษ์ พรมสุข ตัวแทนนักเรียนจากโรงเรียนบ้านทองอินทร์สวนมอญ กล่าวถึงความรู้สึกที่โรงเรียนของเขาได้เข้าร่วมโครงการฯ ว่า
“รู้สึกดีกับโครงการนี้มาก เพราะทำให้เด็กลดความรุนแรงกันเอง จากที่เคยแกล้งกัน ตบหัวกัน ล้อชื่อพ่อแม่ เตะก้น ด่ากัน ก็จะเกิดขึ้นน้อยลงเรื่อยๆ ส่วนนักเรียนก็รักคุณครูมากขึ้น เพราะคุณครูไม่ทำรุนแรงกับเด็ก ไม่ตะโกนด่า ไม่ตี ครูก็จะเปลี่ยนเป็นพูดคุยกับเด็ก บางครั้งก็ชมนักเรียนว่า เธอเป็นเด็กดี ที่ทำงานจนสำเร็จ เราก็รู้สึกดีใจ”
ในเวทีนอกจากจะมีการเสวนาแล้ว ยังมีการแสดงของเด็กนักเรียนเพื่อสื่อความในใจว่า เราจะทำให้โรงเรียนของเราน่าอยู่ มีความสุข และปลอดความรุนแรงได้อย่างไร จากนักเรียนโรงเรียนบ้านทองอินทร์สวนมอญ ซึ่งตอกย้ำว่าโรงเรียนที่มีความสุขได้นั้น ต้องใช้หลักการสร้างวินัยเชิงบวก การให้กำลังใจกัน และการใช้วิธีการเชิงบวกมาใช้ร่วมกัน ทั้งครู นักเรียน ครอบครัว ชุมชน เมื่อนั้นทุกคนจะอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติและมีความสุข















Add A Comment