สกู๊ปพิเศษ
โดย กาญจน์ ศรีปริญญาศิลป์

posterviolenglish2407.jpg
                                 ภาพจากเวบไซต์องค์การอนามัยโลก  www.who.int

เป็นที่รู้กันดีกว่า ประเด็นความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคมของเรา ไม่ว่าจะเป็น ความรุนแรงต่อเด็กและสตรี ความรุนแรงในครอบครัว ความรุนแรงทางเพศ และความรุนแรงที่เกิดขึ้นในโรงเรียนและสถานศึกษา ล้วนเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และมีการผลักดันการรณรงค์ ทำงาน ต่อต้านการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ โดยคณะทำงานทั้งในภาครัฐและเอกชน หากแต่อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าตัวเลขของผู้ถูกกระทำความรุนแรงจะยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งก่อเกิดคำถามที่ว่า การขับเคลื่อนเรื่องการยุติความรุนแรงนั้นจะทำได้สำเร็จหรือไม่?

                

 สถานการณ์ความรุนแรงที่ยังคงคุกรุ่น
ล่าสุดนี้ สถาบันเอแบคโพลล์ ได้ทำการสำรวจซึ่งเผยแพร่ข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2551 ที่ผ่านมา ในงานแถลงข่าว “สถานการณ์ความรุนแรง : ความเพิกเฉยของคนไทยต่อสถานการณ์ความรุนแรง” ซึ่งจัดโดย กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กระทรวงยุติธรรม กองทุนการพัฒนาเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ หรือ UNIFEM มูลนิธิเพื่อนหญิง ซึ่งพบว่ามีตัวเลขของคนไทยถึง 60% ที่เพิกเฉยต่อความรุนแรง นั่นหมายถึง พวกเขาเห็นว่าเป็นเรื่องปกติและไม่จำเป็นต้องช่วยเหลืออะไร

mnewsimages_66366.jpg

การสำรวจกลุ่มตัวอย่างในเขต กทม. จำนวน 1,021 ตัวอย่าง ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม-3 พฤศจิกายน 2551 พบว่า 60.7% นั้นเคยพบเห็นการกระทำรุนแรงด้วยตัวเองอย่างน้อย 1 ครั้ง ซึ่ง  37.2 % พบการกระทำรุนแรงทางร่างกาย เช่น ทุบตี ต่อย ใช้อาวุธ ใช้น้ำกรด น้ำร้อน ฆาตกรรม  อีก 35.4 % พบการกระทำทางจิตใจ เช่น ใช้คำพูด กิริยาดูถูก บังคับ ข่มขู่ กักขัง ควบคุม หึงหวง ใช้งานเยี่ยงทาส 34.2% พบการทอดทิ้ง เช่น นอกใจภรรยา ไม่เลี้ยงดูบุตร บิดามารดา และ 9.2 % พบการกระทำรุนแรงทางเพศ เช่น แอบดูจับต้องของสงวน บังคับถอดเสื้อผ้า มีเพศสัมพันธ์ ค้าประเวณี


นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยข้อมูลว่า ปัจจัยที่ทำให้เกิดความรุนแรงนั้น 49.6% มาจากสื่อที่รุนแรง รองลงมา 37.2% จากทัศนคติชายเป็นใหญ่ และ 36.5% เกิดจากกฎหมายที่ไม่เข้มแข็ง โดยเฉพาะความรุนแรงในครอบครัวที่คนส่วนใหญ่มองว่าเป็นเรื่องส่วนตัวไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวรูปแบบความรุนแรงที่พบมากขึ้น คือ การสาดน้ำด่าง น้ำกรด การข่มขืนโดยคนใกล้ชิด และการใช้โทรศัพท์มือถือบันทึกภาพเพื่อนำไปข่มขู่ เมื่อเผยแพร่ก็เกิดการเลียนแบบ ซึ่งในที่ประชุมได้เสนอให้สถานศึกษาจัดทำหลักสูตรวิชาครอบครัวและทักษะการสื่อสารแบบไร้ความรุนแรงแก่เด็กในโรงเรียนอีกด้วย
 




กิจกรรมการเคลื่อนไหวเพื่อยุติความรุนแรง 

สำหรับในประเทศไทยนั้น ในปี 2551-2552 นี้ จึงถือได้ว่าเป็นปีแห่งการรณรงค์การยุติความรุนแรง ซึ่งได้สนับสนุนแนวคิดและการทำงานขององค์กรและหน่วยงานต่างๆ ที่ได้พยายามแก้ไขปัญหามาอย่างต่อเนื่องในระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา โดยล่าสุด ได้ก่อเกิดโครงการ  “Say NO to Violence against Women” โดยกองทุนการพัฒนาเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ (ยูนิเฟม) ในประเทศไทย ซึ่งเป็นโครงการ “ต่อต้านความรุนแรงต่อเด็กผู้หญิง-ต่อผู้หญิง”   โดยมีพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ทรงรับเป็นทูตสันถวไมตรีของกองทุนพัฒนาเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ ซึ่งได้จัดพิธีเปิดตัวโครงการไปแล้วที่จังหวัดอุดรธานี  มีกิจกรรมการปั่นจักรยานรณรงค์บนท้องถนน  มีประชาชน นักเรียน นักศึกษา ประชาชนเข้าร่วมกว่า 2,000 คน และประกาศรับการลงชื่อเพื่อใช้ร่วมคัดค้านการใช้ความรุนแรงจากประชาชนทั่วไปอีกด้วย
 

สำหรับในเขตกรุงเทพมหานครนั้น ล่าสุดได้มีการเปิดตัวกองทุนของ กทม. “กองทุนยุติความรุนแรงเด็ก-สตรี” ด้วยเงินทุนเริ่มต้น 50 ล้านบาท ซึ่งเปิดขึ้นที่ศูนย์เยาวชนกรุงเทพฯ ในวันที่ 25 พย.2551 นี้ โดยมีนายอภิรักษ์ โกษะโยธินเป็นประธานจัดการ ซึ่งวัตถุประสงค์คือนำกองทุนไปช่วยเหลือเด็กและสตรีที่ถูกกระทำความรุนแรง และเปิดให้ผู้สนใจยื่นขอเสนอความช่วยเหลือโดยผ่านองค์กรหรือหน่วยงานใน 3 ระดับ ในงบประมาณตั้งแต่ 2 แสนบาท-1 ล้านบาท  

ffw1.bmp
กลุ่มองค์กรผู้หญิง “มูลนิธิผู้หญิง” ซึ่งร่วมจัดงานรณรงค์ต้านความรุนแรงต่อผู้หญิง
 

สำหรับองค์กรผู้หญิง เช่น “มูลนิธิผู้หญิง” ซึ่งรณรงค์สร้างเครือข่ายขับเคลื่อนการยุติความรุนแรงมาตลอดเวลา 24 ปีนั้น ได้ถือโอกาสก้าวขึ้นปีที่ 25 นี้ จัดกิจกรรมมากมาย ณ หอศิลป์ ถนนเจ้าฟ้า เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา โดยมีกิจกรรมการเสวนา, การแสดงศิลปะของศิลปินหญิง การแสดงนิทรรศการ และข้อเสนอต่อแนวทางการยุติความรุนแรงในประเทศไทย 
 
 
 
artist.jpg
                                                             กลุ่มศิลปินเพลงที่มาร่วมรณรงค์

ไม่เพียงแต่ในกรุงเทพฯ มหานครเท่านั้น ในวันยุติความรุนแรงของปีนี้ ในต่างจังหวัด ได้มีการรณรงค์กิจกรรมกันอย่างคับคั่ง ไม่ว่าจะเป็นในภาคอีสาน จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งจัดกิจกรรมรณรงค์เรียกร้องให้ประชาชนในจังหวัดสนใจช่วยกันหยุดความรุนแรง และเรียกร้องให้ผู้ชายทั่วโลกรับผิดชอบต่อเด็กและสตรี โดยใช้สัญลักษณ์ริบบิ้นสีขาว หมายถึงการประกาศว่าจะไม่ทำร้ายผู้อื่นและจะไม่นิ่งเฉยต่อความรุนแรงที่ได้พบเห็น ซึ่งมีกิจกรรมการบรรยายธรรมะในหัวข้อ “ยุติความรุนแรงให้กับผู้ต้องขังเรือนจำกลางอุบลราชธานี”  การให้กำลังใจผู้ต้องขังสตรีตั้งครรภ์และบุตรผู้ติดต้องขัง มีการจัดตั้งแกนนำชุมชนรับแจ้งเหตุความรุนแรง และการเสวนาเรื่อง “ชุมชนกับการแก้ไขปัญหาความรุนแรง” อีกด้วย
 
lumpoon-prachataicom.jpg
                                          
การเดินขบวนรณรงค์ในจังหวัดลำพูน

ในภาคเหนือ ที่จังหวัดเชียงใหม่ ศูนย์สตรีศึกษา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยการสนับสนุนของสมาคมนักกฎหมายหญิง(NKJF/NORAD)ประเทศนอร์เว ได้จัดเสวนาสถานการณ์และการยุติความรุนแรง โดยมีการนำเสนอพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้กระทำความรุนแรง พ.ศ.2550 ที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  ในขณะที่ประชาชนจากเครือข่ายองค์กรชุมชน เครือข่ายเด็กและเยาวชนในจังหวัดเชียงใหม่ กว่า 500 คน ร่วมกันเดินรณรงค์เนื่องในวันยุติความรุนแรงนี้ด้วย

เช่นเดียวกับจังหวัดลำพูน ซึ่งสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดลำพูน ได้ประกาศของความร่วมมือจากประชาชนชาวลำพูนให้หยุดการกระทำความรุนแรง ได้จัดคาราวานขบวนรถยุติความรุนแรง ณ ลานโพธิ์ วัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร และเคลื่อนขบวนไปถามถนนรอบเมือง พร้อมแจกแผ่นพับรณรงค์ยุติความรุนแรงพร้อมเข็มกลัด และริบบิ้นสีขาว พร้อมจัดการแสดงละครชุด “รูปแบบความรุนแรงในครอบครัว” โดยกลุ่มการแสดงเอ็ดดี้โชว์ มีการเสวนาและลงรายชื่อ


 สำหรับภาคใต้ ที่จังหวัดยะลา ก็ได้จัดกิจกรรมรณรงค์กระตุ้นให้คนยะลาเห็นความสำคัญของปัญหา โดยสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดยะลา ร่วมกับโรงพยาบาลศูนย์ยะลา และเครือข่ายสตรีจังหวัดยะลา และกลุ่มพนักงานโรงงาน กลุ่มผู้หญิงกับสันติภาพ คณะกรรมการสตรี เครือข่ายสตรี และองค์กรภาคประชาชนกว่า 200 คน เข้าร่วมชมนิทรรศการ มีการจัดบู๊ธให้คำปรึกษาปัญหาครอบครัว การแจกใบปลิว และการเสวนาพร้อมเห็นชอบให้ทุกเดือนพฤศจิกายนเป็นเดือนแห่งการหยุดความรุนแรงทุกรูปแบบอีกด้วย

 การรณรงค์จากหน่วยงานทั้งส่วนกลางและภูมิภาคในปีนี้ จึงนับได้ว่าเป็นการตระหนักถึงปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ซึ่ง นายอุดมเดช รัตนเสถียร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) นั้นได้แถลงข่าวเนื่องในวันยุติความรุนแรงว่า เป้าหมายของการทำงานนั้นคือการแสดงจุดยืนที่จะต่อต้านความรุนแรงทุกรูปแบบ และเผยแพร่แนวคิดที่ว่า “ไม่ยอมรับ ไม่นิ่งเฉย และไม่กระทำความรุนแรงต่อเด็กและสตรี”


ความรุนแรงในโรงเรียน : จุดเริ่มต้นเมล็ดพันธุ์ความรุนแรงที่ไม่อาจมองข้าม
สำหรับประเด็นความรุนแรงที่เกิดขึ้นในโรงเรียนนั้น เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ไม่ควรมองข้าม ซึ่งผลการสำรวจล่าสุดเมื่อเดือน ตุลาคม 2551 ที่ผ่านมานั้น องค์การแพลน อินเตอร์เนชั่นแนล สาขาประเทศไทย ร่วมกับโรงเรียนวัดเขมาภิตาราม จ.นนทบุรี ได้ทำการสำรวจนักเรียนระดับชั้น ม.1-6 จำนวน 600 คน พบว่ามีความรุนแรงที่เกิดขึ้นทั้งจากนักเรียนกระทำกับนักเรียนเอง และจากครูกระทำต่อนักเรียน
รูปแบบความรุนแรงอันดับ 1 นั้นได้แก่การทะเลาะวิวาท รองลงมาคือการด่าทอ การเหยียดหยามทางวาจา การใช้คำหยาบ การหนีเรียน สูบบุหรี่ ทำลายทรัพย์สินของโรงเรียนและการลักขโมยตามลำดับ ทั้งหมดนี้พบการกระทำโดยนักเรียนเอง ส่วนที่พบจากครูเป็นผู้กระทำได้แก่ การว่ากล่าวตำหนิที่รุนแรง การใช้ถ้อยคำหยาบคาย ไม่รับฟังเหตุผลของเด็ก และการถูกครูไล่ออกจากห้องซึ่งสร้างปมความเจ็บปวดแก่เด็ก
 
 sai.jpg
น้องทราย นักเรียน ชั้น ม.4 แกนนำรณรงค์ยุติความรุนแรงในโรงเรียนวัดเขมาภิรตาราม น.ส.พิชญาภัค กิจเจริญ (ทราย) ชั้น ม.4 แกนนำรณรงค์ยุติความรุนแรงในโรงเรียนวัดเขมาภิรตาราม บอกว่า 
“ความรุนแรงระหว่างนักเรียนด้วยกันเกิดขึ้นง่ายมาก เพียงแค่มองหน้ากัน เดินเฉียดไหล่กันก็เป็นเรื่องได้แล้ว ส่วนเรื่องความรุนแรงที่ได้รับจากครู-อาจารย์ ทราย สะท้อนว่า โรงเรียนไม่ลงโทษนักเรียนด้วยการตี แต่จะใช้ระบบการหักคะแนนและทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ แต่ก็ยังมีความรุนแรง แฝงอยู่เล็กน้อย โดยเฉพาในครู-อาจารย์ที่ยัง “หัวโบราณ”


การเคลื่อนไหวในประเด็นความรุนแรงในโรงเรียน  
 
โครงการโรงเรียนนำร่อง “โรงเรียนปลอดความรุนแรง” นั้นเป็นหนึ่งในโครงการที่ดำเนินกิจกรรมป้องกันและลดความรุนแรงในโรงเรียน ภายใต้โครงการส่งเสริม สนับสนุน และคุ้มครอง สุขภาพและสิทธิมนุษยชนด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัว มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ โดยมุ่งหวังให้เกิดการเรียนรู้และแก้ไขปัญหาความรุนแรงในโรงเรียน และค้นหาแนวทางต้นแบบในการลดปัญหา พัฒนาแนวทางป้องกันความรุนแรงในโรงเรียนที่ให้ผลเป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน โดยมีโครงการปฏิบัติการในพื้นที่นำร่อง 4 โครงการ ได้แก่ 1. โครงการสนับสนุนการมีส่วนร่วมของเด็ก เยาวชน และครอบครัว ในการจัดทำนโยบายสาธารณะเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา ดำเนินการในพื้นที่จังหวัดอุดรธานีและสงขลา 2. โครงการพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในการป้องกันแก้ไขความรุนแรง ในพื้นที่กรุงเทพฯ และนนทุบรี 3.โครงการวิจัยเรื่อง การศึกษาเพื่อพัฒนารูปแบบการป้องกันความรุนแรงต่อเด็กอย่างยั่งยืน ในจังหวัดเชียงใหม่ และ 4 โครงการวิจัยเรื่อง “การประเมินผลโครงการนำร่อง “โรงเรียนปลอดความรุนแรง”aunban004.JPG 
กิจกรรมการอบรมครูเพื่อสร้างวินัยเชิงบวกในโรงเรียนของโครงการ “โรงเรียนปลอดความรุนแรง” 

ในการดำเนินโครงการต่างๆ  นี้เพื่อป้องกันและลดปัญหาความรุนแรงในโรงเรียน เพื่อให้ก้าวไปสู่ความเป็นโรงเรียนปลอดความรุนแรงให้ได้ผล และมีการจัดทำสื่อเพื่อใช้ในการสื่อสารทำความเข้าใจ สร้างความตระหนักให้คนในสังคม และการผลักดันให้เป็นโรงเรียนต้นแบบที่โรงเรียนอื่นๆ สามารถนำไปเป็นแบบอย่างต่อไปได้ โดยที่ผ่านมาได้มีการสำรวจตัวเลขสถานการณ์ความรุนแรง การจัดเวทีอบรมในเรื่องวินัยเชิงบวกแก่ครูในโรงเรียน การศึกษาวิธีการหยุดยั้งพฤติกรรมรุนแรงในโรงเรียน  และการสร้างเครือข่ายผู้ปกครองเฝ้าระวังปัญหา อีกด้วย  

d3413rc-123.jpg
                ศิลปิน นักร้อง พิธีกร มาร่วมในงานเปิดโครงการหยุดยั้งความรุนแรงขององค์การแพลน

 

อีกหน่วยงานหนึ่งที่ตั้งใจหยุดยั้งปัญหาความรุนแรงในโรงเรียนเช่นกัน นั่นคือ องค์การแพลน ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนระดับนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีสำนักงานอยู่ใน 66 ประเทศ โดยในประเทศไทยเริ่มต้นการทำงานในภาคอีสานและต่อมาก็กระจายไปทั่วภูมิภาครวมทั้งกรุงเทพฯ มีเป้าหมายที่จะลดการใช้แรงงานเด็ก ส่งเสริมสิทธิและการมีส่วนร่วมของเด็ก รวมถึงการคุ้มครองเด็กในประเด็นต่างๆ ซึ่งในปี 2551 นี้ องค์การแพลนได้ให้ความสนใจกับการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในโรงเรียนเป็นพิเศษ โดยเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมานี้ ได้จัดทำ “โครงการหยุดยั้งความรุนแรงในโรงเรียน” ขึ้น ซึ่งเป็นโครงการใหญ่ในระดับโลก และมีรองเลขาธิการสำนักงาน เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะตัวแทนของประเทศไทยเป็นประธานเปิดงาน โดยมีการจัดแสดงนิทรรศการข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความรุนแรงในโรงเรียนรูปแบบต่างๆ  ระดมความคิดเห็นจากเด็ก และผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงในโรงเรียน มีการจัดสัมมนาเรื่อง เรื่อง  “หยุดความรุนแรงในโรงเรียน การบ้านวันนี้ของทุกคน” ซึ่งมีผู้ร่วมเสวนาจากหลายสาขาอาชีพ ทั้งนักวิชาการ ตัวแทนเยาวชนจากประเทศเวียดนาม ตัวแทนจากโรงพยาบาลเด็ก ดารานักแสดง และเยาวชน จำนวนกว่า 200 คนเข้าร่วมโครงการ
 imgp2392.jpg
                         ศูนย์ข่าวเยาวชนไทยรณรงค์ต่อต้านความรุนแรงในโรงเรียน จากโรงเรียนขามสอวิทยา
 สำหรับหน่วยงานเล็กๆ อย่าง “ศูนย์ข่าวเยาวชนไทย” ของโรงเรียนขามสอวิทยา จังหวัดนครราชสีมา ก็ได้จัดทำโครงการ “ศูนย์ข่าวเยาวชนไทยรณรงค์ต่อต้านความรุนแรงในโรงเรียน” โดยจัดกิจกรรมการสร้างสกู๊ปและภาพยนตร์ขนาดสั้น เพื่อใช้เป็นกระบอกเสียงให้โรงเรียนและครู ให้ได้ทราบถึงความคิดเห็นของเยาวชนในการดำเนินชีวิตในรั้วโรงเรียน ว่ามีความรุนแรงในด้านใดบ้าง  ซึ่งตลอดโครงการได้เปิดการอบรม ให้ความรู้ การสัมมนาระดับภาค และเตรียมนำผลงานไปเผยแพร่ยังต่างประเทศอีกด้วย ซึ่งหวังว่าการรณรงค์นี้จะทำให้ลดปัญหาความรุนแรงในโรงเรียนลงได้

 อย่างไรก็ตาม ไม่เพียงแต่หน่วยงานและกิจกรรมที่กล่าวมาเท่านั้น ยังมีกิจกรรมเล็กๆ เช่น โครงการใหม่ “เรียนรู้โดยปราศจากความรุนแรง” หรือ “Learn Without Fear ขององค์การแพลน อินเตอร์เนชั่นแนล, โครงการติดตั้งวงจรปิดเฝ้าระวังปัญหาในโรงเรียน ของ กทม., โครงการกีฬาฟุตบอลประเพณี ลดความรุนแรงในสถานศึกษาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ , โครงการรณรงค์การรับน้องที่เหมาะสมของเครือข่ายวิทยาลัยอาชีวะ, การนำเสนอโครงการรณรงค์โรงเรียนปลอดภัย ขององค์การแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล , โครงการข้อเสนอสารวัตรนักเรียน ช่วยเหลือดูแลเพื่อน ของกลุ่มส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพมหาวิทยาลัยราชภัฎ และอีกหลายกิจกรรมที่ได้แสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวของสังคมที่จะช่วยกันลดความรุนแรงในโรงเรียนให้เป็นได้จริง

ถึงแม้วันนี้ ตัวเลขจากการสำรวจอาจจะนำมาซึ่งความหนักใจต่อผู้ที่ตระหนักในปัญหานี้อยู่ แต่ด้วยแนวคิดและการทำงานจากหลายองค์กรที่ได้กล่าวมา น่าจะตอบคำถามที่ว่า “การขับเคลื่อนเรื่องการยุติความรุนแรงนั้นจะทำโดยสำเร็จได้หรือไม่?” นั้น ได้ว่า แม้จะไม่เห็นผลในระยะเวลาอันสั้น แต่ก็เป็นการได้ลงมือทำแล้วเพื่อสังคมที่ดีงามของเรานั่นเอง

  1. บอย Said,

    อยากได้หน่วยงานให้คำปรึกษาเรื่องความรุนแรง

Add A Comment

 


โครงการจัดทำสื่อเพื่อโครงการนำร่อง "โรงเรียนปลอดความรุนแรง"

ภายใต้โครงการส่งเสริม สนับสนุน และคุ้มครอง สุขภาพและสิทธิมนุษยชนด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัว โดย มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ
แผนงานส่งเสริม สนับสนุน และคุ้มครอง สุขภาพและสิทธิมนุษยชน
ด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัว และสนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

ติดต่อ โครงการจัดทำสื่อเพื่อโครงการนำร่อง "โรงเรียนปลอดความรุนแรง"
70/157 การเคหะหลักสี่ ถ.แจ้งวัฒนะ ซอย แจ้งวัฒนะ 5 แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210 โทรศัพท์/โทรสาร 0-2984-6080
E-mail : mediabyfriends@hotmail.com

Copyright ©2008 NoViolenceInSchools.net. All Rights Reserved.